วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
วันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2560
วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560
วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557
หญิงหนึ่งคนนี้ ที่ทุกคนมี
ทุกคน มีหญิงหนึ่งคนนี้ เหมือนกันทุกคน หากหญิงคนนั้นยังอยู่ จงดูแลท่านเป็นอย่างดีด้วยนะ สำหรับฉัน หญิงหนึ่งคนนี้จากไปแล้ว
เหลือ แต่คำประพันธ์ที่ประพันธ์ ให้เธอเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ หญิงหนึ่งคนนั้ประทับใจกับคำประพันธ์นี้ จึงลงจารึกไว้เป็นที่ระลึกด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยรักอย่างสุดซึ้ง
ดังนี้/
หญิงหนึ่ง คนนี้ ที่ฉัน
ผูกพัน มอบใจ รักใคร่
เป็นผู้ มอบกาย มอบใจ
ให้ฉัน เติบใหญ่ สืบมา/
หญิงหนึ่ง คนนี้ มอบรัก
ฟูมฟัก เลี้ยงบุตร ด้วยหวัง
เติบใหญ่ ลูกได้ มีพลัง
ยืนนั่ง ด้วยตน พ้นภัย/
หญิงหนึ่ง คนนี้ กล้าแกร่ง
แข็งแรง มีพลัง สร้างฐานะ
ยืนหยัด สู้ชีวิต ไม่ลดละ
เพื่อจะ นำครอบครัว พ้นภัย/
จากเกิด จนถึง อายุ
บรรลุ แปดสิบสี่ ปีกว่า
หญิงหนึ่ง คนนี้ เริ่มชรา
แต่ยัง แกร่งกล้า คุณความดี/
ถึงแม้ ร่างกาย สูงวัย
แต่ใจ ยังแกร่ง นักหนา
ยังเผา ถ่านได้ ทุกครา
เก่งจริง แหละหนา คนดี/
หญิงหนึ่ง คนนี้ ใครหรือ
เธอคือ แม่ฉัน ผู้ยิ่งใหญ่
ไม่ว่า แม่ฉัน เป็นอย่างไร
พวกฉัน นั้นไซร้ ล้วนเทิดทูน/
จะเก็บ ความรัก นี้ไว้
ในใจ ให้ลึก จิตฉัน
ยังมี แม่อยู่ ทุกคืนวัน
แม่ฉัน คนนี้ คนเดียว/
ขอให้ แม่ฉัน เป็นสุข
หมดทุกข์ โรคภัย ทั้งหลาย
อยู่เป็น มิ่งขวัญ ลูกหญิงชาย
ลูกไม่คลาย รักแม่ ยิ่งยืนนาน/
วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555
มะแพ้ว ....แด่เธอผู้พลัดพราก
มะแพ้ว คือชื่อของเธอ ชื่อนี้ไม่เหมือนใคร ดูเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตั้งชื่อตามสถานที่เธอเกิด คือที่แถว ๆ อำเภอบ้านแพ้ว เธอเป็นลูกครึ่ง ไทย กับอะไรก็จำไม่ได้ แต่คาดว่าสายเลือดคนละพันธุ์ เธอจึงดูแสนรู้ ฉลาด
เธอคือสุนัขครับ เป็นเพศเมีย นิสัยขี้อ้อน ขี้งอนด้วย จงรักภักดีเป็นที่หนึ่ง ชอบของกินทุกชนิด ยกเว้นกลิ่นปลาร้าเธอจะไม่ชอบเอามาก ๆ
ครอบครัวเราได้มะแพ้วมาเป็นเพื่อนที่คลายเหงาได้มาก ใครออกนอกบ้านเธอจะวิ่งตามรถออกมาส่งถึงปากทางเข้าบ้าน จนเราต้องหยุดรถเพราะสงสารที่เธอวิ่งตามมา หรือวิ่งส่งก็ไม่รู้ เมื่อหยุดรถแล้วบอกว่าให้ไปคอยที่บ้านนะ กลับมาจะซื้อขนมมาฝาก เธอก็จะหยุด แล้วเดินหงอย ๆ กลับบ้าน จึงเป็นอันรู้กันว่า เมื่อกลับเข้าบ้าน ทุกคนมักจะมีขนม หรือไม่ก็ของกิน มาฝากเขา หรือแม้แต่ของที่คนซื้อกินเอง ก็จะขยักเอาไปฝากมะแพ้ว ก็มี
นิสัยที่น่ารักมาก ๆ อีกอย่างของเธอ ตื่นเช้า เธอจะเรียกด้วยการ ร้องงื้ดง้าด ๆ หรือบางทีเอาเท้าดันประตูบ้านดันเสียงตึง ๆ ให้เราพาออกไปวิ่ง เพื่อเธอจะได้หาที่ปล่อยทุกข์หนัก(อึ)ของเธอ รอบเช้า เธอไม่มีปัญหาในการที่ให้คนในบ้านต้องขนอุจจาระเธอไปทิ้ง หรือ เรียกว่าขี้เรี่ยราดที่บ้าน นี่จึงเป็นโอกาสที่ดี ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสออกกำลังกายด้วยการวิ่งตอนเช้าพร้อมกับมะแพ้วนี่แหละ ขณะวิ่งเมื่อเธอปวดอึ เธอก็จะหลบเข้าข้างทางและก็จัดการปลดทุกข์ของเธอ และก็วิ่งตามเจ้าของต่อ ทำเช่นนี้ทุกวันจนเป็นความเคยชินของคนกับหมาไปเลย ทุกคนในบ้าน 5 ชีวิต รักเธอมาก หยอกเย้าเล่นหัวกับเธอทุกคน หากพวกเรานินทาเธอว่าเป็นอย่างโง้นอย่างงี้ เธอก็นอนฟังแล้วถอนใจ หรือบางทีก็เดินหนีไปเลยก็มี แสนงอนก็มี เช่น เมื่ออาหารซ้ำ ๆกันบ่อย ๆ อาทิปลากระป๋อง 2 - 3 มื้อขึ้นไปเธอจะไม่หันมามองชามข้าวเลย หรือบางทีเธอก็ลากชามข้าวไปทิ้งกลางถนน เป็นสัญญาณบอกว่าฉันไม่พอใจนะ อาหารที่คุณ ๆ ให้ฉัน เราจึงต้องเปลี่ยนอาหารไปเรื่อย ๆ หลัง ๆ ก็เลยใช้วิธีว่าคนกินอะไร หมาก็กินอย่างนั้น ยกเว้นปลาร้าและของเผ็ดรสจัด ของโปรดเธออีกย่างคือกล้วยน้ำว้า หรือผลไม้รสหวานอื่น ๆ สำหรับกล้วยน้ำว้าแล้ว เธอจะหากินเองยามหิว โดยคุณยายข้างบ้านจะตัดกล้วยน้ำว้ามาเป็นเครือเมื่อชำแหระเป็นหวีแล้ว หวีไหนเป็นกล้วยปลายเครือที่เรียกว่าตีนเต่า ก็จะเก็บเอาไว้ให้มะแพ้ว เมื่อหิวเธอก็ไปคาบเอามากินยามเจ้าของยังไม่กลับมา
กิจกรรมโปรดของเธออีกอย่างหนึ่งคือ ไปสวนกัน เมื่อเราเดินเข้าสวนเมื่อใด เธอจะต้องนำหน้าทันที เดินสำรวจโน่นนี่เรื่อยไป เรียกได้ว่า ที่สวนนั้นเป็นสวนที่ออกจะรกอยู่สักหน่อย มะแพ้ว จะเป็นผู้สำรวจ ไล่งู หรือมังกรทอง ได้ดี บางทีเธอลงน้ำในท้องร่อง จับเต่า จับปลา ทั้งวัน หากเธอได้เต่าก็จะคาบขึ้นบนบกแล้วเห่า และนั่งเฝ้าดูอยู่ เมื่อเต่าเคลื่อนขยับตัวเดิน เธอก็จะเอาขาเขี่ยให้เต่าหงายท้องแล้วนั่งเฝ้าอย่างนั้น เรียกว่าเล่นกับเต่า แต่จะไม่กัดกิน เธอไล่งูได้ดี เพราะเธอตัวใหญ่และฉลาดในการสู้กับงู ทำให้เราปลอดภัยจากสัตว์ร้ายตลอดมา ต้องยกความดีให้เธอนะ มะแพ้ว
เมื่อน้ำมางวดนี้ ปี 2554 ตั้งแต่ ตุลาคม ถึง ธันวาคม 2554 น้ำปีนี้มากจริง ๆ เราก็เชื่อรัฐบาลว่าเอาอยู่ เอาอยู่ ที่ไหนได้ บ้านเราท่วม น้ำเข้าโจมตีในครัว โรงรถ มุขหน้าบ้าน เกือบ ๆ จะเข้าบ้านอยู่แล้ว สวนจมน้ำไป 3 วัน 2 คืน ต้องรีบกู้กันโกลาหล กว่าจะทำให้น้ำในสวนลดลงได้เหนื่อยมาก เสียเงินค่าหินคลุก กระสอบ ปั๊มน้ำ้ สายยาง ท่อน้ำ อื่น ๆ อีก หลายหมื่นบาท สมาชิกในบ้านทุกคนช่วยกันก่ออิฐเพื่อทำกำแพงกั้นน้ำเข้า่บ้าน ความสูงของอิฐ 4 ก้อน ก่อเองฉาบเอง สนุก เครียด ระคนกันไป น้ำท่วมคราวนี้ ทำให้รู้ว่าพวกคนบ้้านเรานี้บ้าจริง บ้าซื้อ บ้าสะสม ไม่รู้อะไรต่ออะไร มากมายจริง ๆ บางอย่างซื้อมายังไม่ได้แกะออกจากล่องเลยก็มี จะต้องทิ้งเพราะถูกน้ำท่วมเสียแล้ว เก็บข้าวของจนไม่รู้ว่าจะเอาไปไว้ที่ไหนดี และแล้วสมาชิกในบ้านมีมติเสียงส่วนใหญ่ว่า ต้องหาที่หลบภัยก่อน โดยเลือกไปหาเช่าบ้านอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี หรือจ.เพชรบุรี ให้พ้นน้ำไปเลย ทำไมรีบไปกันนัก ก็สมาชิกบอกว่าออกไปก่อนจะได้มีโอกาสเลือกว่าจะอยู่ที่ไหน อย่างไร เราเลือกเอง หากน้ำมาแล้วยังไม่ออกไปต้องเป็นผู้อพยพที่ไม่มีทางเลือกว่าจะอยู่ที่ใด ตามแต่ทางราชการกำหนด เราไม่ต้องการให้มากำหนด เราจึงขอหาที่อยู่ของเราเอง แต่มีผู้เสนอว่า ทำไมเราไม่ไปเที่ยวเสียเลยล่ะ จะมาทำตัวให้ทุกข์เศร้าทำไม จริงด้วยทำไมเราต้องทุกข์กับอีแค่น้ำท่วม ช่างมันจะเป็นอะไรก็ช่างมัน ไปเที่ยวดีกว่า แต่ว่าใครล่ะ ที่จะไป สมาชิกในครอบครัวมีมติว่า ผู้ที่จะไปรอบแรกนี้ควรเป็น คนแก่ และผู้หญิงก่อน ชายหนุ่ม 2 คน จะขออยู่สู้กับน้ำที่บ้านให้ก่อน ซึ่งต้องขอบใจนะลูกชาย ดังนั้น อีกไม่กี่วันต่อมา เราจึงเดินทางหนีน้ำท่วมไปที่ภาคเหนือ เป้าหมายแรกคือบ้าน อ.ปลา ที่จังหวัดแพร่ สมาชิกที่เดินทางครั้งนี้ มีผม ภรรยา ลูกสาว และเธอมะแพ้วนั่นเอง ทำไมต้องเอามะแพ้วไปด้วย ก็สมาชิกบอกว่า ไม่อยากเห็นคนทิ้งหมาไว้ตามลำพัง มะแพ้วถือว่าเป็นสมาชิกในครอบครัวจึงต้องมีสิทธิได้หลบภัยน้ำท่วมครั้งนี้ด้วย ช่วงที่เดินทาง ไปนั้นใกล้เทศกาลลอยกระทงด้วย เอาละปีนี้เราได้เที่ยวลอยกระทงที่ภาคเหนือแล้ว
การเดินทางครั้งนี้ โฟกัสเราก็จะอยู่ที่มะแพ้ว เพราะเธอไม่เคยเดินทางไกลขนาดนี้ ต้องหยุดพักให้เธอได้ปลดทุกข์ของเธอตลอดทาง เธอตื่นเต้น ไม่กิน ไม่อึ ฉี่น้อยมาก ถึงจังหวัดแพร่ก็ใกล้ค่ำ เธอตื่นเต้นมาก เดินไปไหนไม่ห่างเจ้าของ ตัวสั่น ขาสั่นพับ ๆ ไม่ร่าเริงเหมือนก่อนเลย กลางคืนได้ยินเสียงปะทัด พลุ ดอกไม้ไฟที่เขาจุดกันสติเธอแตก วิ่งเตลิด แม้เสียงไก่ขันเธอก็กลัว ก็บ้านเดิมเป็นสวนนี่ไม่เคยมีีเสียงพวกนี้ " หนูกลัว " เธอพูดได้ เธอคงพูดคำนี้ วันรุ่งขึ้นเราเดินทางไปจังหวัดเชียงราย มะแพ้วตื่นเต้นมาก ที่นี่กว้างขวางมาก เป็นไร่มะกอกน้ำ รีสอร์ทที่พักก็ใหม่เอี่ยมเราเป็นคณะแรกที่ประเดิมพักที่นี่ เจ้าของที่พักใจดีมาก ท่านนายดาบตำรวจสำราญ ถือทอง และอาจารย์สุจินดา ผู้ภรรยา ต้อนรับดีจริง ๆ ต้องขอขอบคุณท่านด้วยความจริงใจ ที่ให้เราครอบครองบ้านพัก พร้อมอาหาร 3 มื้ออยู่กี่วันก็ได้ คืนแรก มะแพ้วเธอได้ยินเสียงพลุก็วิ่งเตลิดออกนอกรั้วรีสอร์ท แล้วก็กลับมาได้ในตอนเช้า วันที่สองที่เชียงราย วันนี้เรามีโปรแกรมว่าจะขึ้นดอยตุงเอารถเก๋งไป มะแพ้วต้องอยู่บ้านกับคุณตา ดต.สำราญ และอ.สุจินดา โดยนอนอยู่ใต้ท้องรถของเจ้าของ คือรถของเราเอง เธออยู่ดีทั้งวัน พอตกเย็นไม่รู้เธอตกใจเสียงพลุ วิ่งเตลิดไปตอนไหนไม่รู้ รู้อีกที่เย็นมากแล้ว เมื่อเรากลับมาก็ตามหากันกลางคืนนั้น รุ่งเช้าประกาศเสียงตามสายของหมู่บ้าน เอารูปถ่ายออกปิดกาศ แถมเงินรางวัลด้วย เราขับรถมอเตอร์ไชด์ลัดเลาะเขาไปตามหา ตามทุ่ง ตามทาง ตามไร่นา ตามอ่างเก็บน้ำ ตามหมู่บ้าน จากหมู่บ้านถึงอีกหมู่บ้าน และอีกหมู่บ้าน มีผู้โทรศัพท์มาบอกว่าพบหมาแล้วขณะที่เรากินอาหารแบบเซ็ง ๆ พวกเราก็คิดว่าเจอแน่แล้ว รีบทิ้งชามข้าวไปทันที ไปถึงพบว่าไม่ใช่ เป็นแบบนี้ 3 ครั้ง เราคอยเธออยู่ อีก 3 คืน ก็ยังไม่พบร่องรอยเธอเลย
มะแพ้วที่รัก พวกเราคิดถึงเธอนะ เธออยู่ไหน หิวไหม ตกใจไหม คิดถึงบ้านไหม มะแพ้วเธอคิดถึงพวกเราไหม พวกเราขอโทษที่พาเธอมาแล้วเหมือนกับเราทิ้งเธอ ขอโทษนะ พวกเราคงต้องจากกันแล้วนะ เพราะพวกเราต้องกลับบ้านที่สามพรานแล้ว หากเธอได้อยู่กับเจ้านายใหม่ ก็ให้ทำตัวเป็นเด็กดีนะ ลาก่อนมะแพ้วที่รักผู้พลัดพรากจากเราไป เรายังรักอาลัยและคิดถึงเธอตลอด หากเรามีสมาชิกใหม่เราจะขอให้ชื่อว่ามะแพ้วนะ เพราะเธอยังอยู่ในใจพวกเราทุกคนและเราจะใช้ชื่อนี้ก็เพื่อระลึกถึงเธอตลอดไปนะ มะแพ้ว
วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
อุ่นไอรัก จากพ่อ
วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554
กำพร้าแม่ที่ ป่าพะเนินทุ่ง
ผมมีโอกาสเดินทาง ไปพักผ่อนแบบค่ำไหน นอนนั่น กับคณะ ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ที่กล้าหาญ ไม่กลัวความลำบาก ประมาณ 15 คน คืนแรก ก็พักบ้านของเพื่อนครูที่กำลังปลูกบ้านใกล้เสร็จ เพื่อที่ตัวเองจะย้ายกลับมาสอนในถิ่นฐานบ้านเกิด ในคณะ บางครอบครัวชอบที่จะกางเต๊นท์นอนที่สนามหน้าบ้าน ถึงแม้ว่า บ้านยังสร้างไม่เสร็จ หากผมเป็นเจ้าของบ้านต้องปลื้มใจมาก ๆ ที่บ้านยังไม่ทันเสร็จก็ได้ต้อนรับแขกที่มาเยือนแล้ว
วันรุ่งขึ้น คณะมีความเห็นกันว่า เราจะไปเที่ยวสัมผัสธรรมชาติ ที่พะเนินทุ่งกัน ซึ่งพะเนินทุ่งนี้เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน จ. เพชรบุรี โดยสูง 1,207 เมตรจากระดับน้ำทะเล สิ่งที่สะดุดตา สะดุดใจมากที่สุดก็เห็นจะเป็น ลูกค่างน้อย ที่กำพร้าแม่ละครับ เจ้าหน้าที่อุทยาน เล่าให้ฟังว่า ไปพบลูกค่าง ตัวนี้ ยังเล็กมาก คาดว่า แม่ค่างนั้นถูกพรานใจร้าย ฆ่าตายไปแล้ว เหลือลูกค่าง ที่ยังหากินเองไม่ได้ เจ้าหน้าที่อุทยาน จึงเอามาเลี้ยงไว้ ยังหากินเองไม่ได้ ต้องสอนให้หัดกินใบไม้ น่าเวทนามาก
คิดดูเถิดครับ ขนาดว่าลูกค่างตัวขนาดนี้ ยังไม่รู้จักหากิน ยังไม่อดนม หากไม่มีมนุษย์ช่วยดูแล มันก็คงจะตาย หากถูกพรานใจชั่ว รุกรานมาก ๆ เข้า ต่อไปก็คงจะสูญพันธุ์หมดป่า ลูกหลานเรารุ่นหลัง ๆ ก็คงไม่รู้จักแน่นอน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
