Powered By Blogger

หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันอาสาฬหบูชา





วันอาสาฬหบูชา ปี 2553 นี้ มีโรงเรียนที่มีแนวคิดเดียวกันร่วมกันจัดกิจกรรม เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมแก่เด็กนักเรียนขึ้น โดยใช้เหตุการณ์วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นแนวทางในการดำเนินกิจกรรม นับว่าเป็นการเสียสละของครู และนักเรียน เหลือเกิน เพราะว่าต้องมาทำกิจกรรม แต่ตามความรู้สึกของผมแล้วคิดว่า วันหยุดทั้งทีทำดีเป็นการสร้างกุศลแห่งความดี ให้แก่ตนเองมากกว่า เพราะหายากมากที่เด็กวัยนี้จะสนใจในกิจกรรมเช่นนี้
จากการสังเกตการจัดกิจกรรมของวิทยากร คือ พระนิสิตจาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย การจัดกิจกรรมของท่านวิทยากร ครั้งนี้ แปลกไปจากที่เคยเห็น พระสอนศีลธรรม ทั่ว ๆ ไป คือท่านมีสื่อการสอน ที่เหมาะสมกับวัยความสนใจของเด็ก เล็ก ๆ ไม่เคร่งกับการให้เด็กนั่งตัวตรง เจริญสติภาวนาตลอด ตลอดกิจกรรมสอดแทรกคุณธรรมที่บรรดาครูยังปลูกฝังไม่เท่าท่านเลย จากการสอบถามเด็กในกิจกรรมบอกความในใจ เด็กหลายคนพูดว่า " ดีใจที่ได้มา ตอนแรกไม่อยากมา คิดว่าค่ายคุณธรรมต้องนั่งภาวนาอย่างเดียว มาครั้งนี้คุ้มจริง รักพ่อ รักแม่มาก ต่อไปจะตั้งใจเป็นลูกที่ดี " บางคนอาลัยกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ อยากให้ครูพระที่สอนศีลธรรมตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ปรับเปลี่ยนวิธีการบ้าง เด็กจะได้ไม่เบื่อ ลำพังเบื่อครูก็พอทนอยู่แล้ว อย่าให้เบื่อพระอีกเลย

วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

เที่ยวงานไทยเฟิน
























































เมื่อสัปดาห์ก่อน ได้มีโอกาสไปเที่ยวงาน เฟินแห่งปี ชื่องานว่า " ไทเฟิน ชมเฟิน เพลินใจ ครั้งที่ 4 " จัดขึ้น ณ ศูนย์ไม้ดอกไม้ประดับ นนทบุรี (ซอยช้าง) ระหว่างวันที่ 5 - 7 มีนาคม 2553 ที่ผ่านมา
ผมไปเที่ยวมา 2 วัน วันแรกเป็นวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการจัดงาน เมื่อเข้าถึงงานก็ต้องตลึง ไม่นึกไม่ฝันว่า ชุมชนของคนรักเฟิน จะมีพลังขนาดนี้ บรรยากาศสมกับเป็นงานของต้นไม้ประเภทเฟิน มีเฟินและมอส ประดับเต็มไปหมด สวยงามสบายตา และรู้สึกตัวว่ามีความสุข ที่ได้มา มีบรรยากาศคล้ายเดินอยู่ในป่าร้อนชื้น เพราะมีการพ่นละอองน้ำเย็นสบาย ไม่รู้สึกร้อนแต่ประการใด นี่เป็นเคล็ดของการจัดงานที่เดินแล้วไม่เบื่อเพราะร้อน และเมื่อได้สัมผัสกับเจ้าของร้านค้า หรือเจ้าของเฟิน ก็ตอบรับทักทายด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใส ยังไม่ซื้อก็ไม่ได้ว่าอะไร เดินชม เลือกดู ถ่ายภาพ เฟินแปลก พูดคุยซักถามกับผู้ที่มาร่วมแสดงผลงานการเลี้ยงดูเฟินของตัวเอง เขาก็พุดคุยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จนมีความรู้สึกว่า มางานแสดงนิทรรศการเฟินของบรรดาเหล่าสมาชิกมากกว่าครับ ที่บอกว่าเหมือนการจัดนิทรรศการ น่ะครับ ก็เพราะว่า การจัดนิทรรศการจะเป็นการแสดงความสำเร็จ และนำมาแสดงให้ทุกคนได้ชื่นชมกัน เพราะบางคูหา หรือที่เรียกว่าร้านนะแสดงผลงานการเลี้ยงดูเฟินเป็นอย่างดี สวยงามมาก แต่ไม่สนใจจำหน่าย ยืนคอยตั้งนานก็ไม่มีเจ้าของมาไต่ถามว่าต้องการอะไร ในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ตั้งแต่การลงทะเบียนเข้าชมงาน การสอยดาวเฟิน การประมูลเฟิน การประกวดเฟิน ฯลฯ ที่ขาดไม่ได้ก็คือจำหน่ายเฟิน ในราคาที่ไม่แพง ต่อรองได้เหมือนซื้อของทั่ว ๆ ไป วันแรกของการชมเฟินเพลินใจ ของผม เงินหมดกระเป๋า ต้องกลับไปค้นหาเศษเล็กเศษน้อยในรถมาซื้อเพิ่ม คิดว่าปีนี้พอแค่นี้แหละ

พอวันที่ 7 มีนาคม 2553 เป็นวันอาทิตย์ ภาพงานไทเฟิน ยังติดตาอยู่ จึงหาโอกาสในช่วงบ่าย โชคดี มาทันการประกวดเฟิน คิดไม่ผิดเลยครับที่มาอีก ในวันนี้ ภาพเฟินแปลก เฟินสวย หลากหลายชนิด ต่างลงสนามประกวดกันมากมาย บางชนิด มาวันแรก ไม่เห็น ก็เพิ่งมาเห็นวันนี้เอง ละลานตา ตื่นตาตื่นใจครับ คนไม่รักเฟินดูแล้วก็งั้น ๆ แต่สำหรับคนรักเฟินแล้ว มีความรู้สึกว่าไม่ธรรมดา ผู้มาชมงานมาจากต่างที่กัน ก็สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการดูแล การเพาะเลี้ยงเหมือนคุ้ยเคยกันมานาน ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก นี่แหละครับเสน่ห์ของงานไทเฟินเขาละครับ ผมให้สัญญากับตัวเองแล้วว่าปีหน้าจะกลับมางานนี้อีก ติดใจครับ

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

พระพิฆเนศวร





เมื่อวันมาฆบูชา ปี 2553 นี่ ตรงกับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เลยวันวาเลนไทน์ ผมและครอบครัว กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อทำบุญที่วัดใกล้บ้าน ที่สำคัญเพื่อพาลูกหลานไปกราบคุณย่า เป็นการปลูกฝังความรัก ความถูกพันในครอบครัว ขากลับ ตั้งใจไปกราบนมัสการหลวงพ่อโสธร เพราะเป็นทางผ่าน กลับทางสายอำเภอบางน้ำเปรี้ยว อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เป็นทางตัดมานานแล้ว และไม่ต้องอ้อมไปทางอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างทาง เห็นป้ายปักข้างทางว่านมัสการพระพิฆเนศวร ริมแม่น้ำบางประกง ก็เลยให้บุตรชายที่เป็นพลขับ ขับรถตามป้ายบอกข้างทางไปเรื่อยๆ แบบสืบเสาะ หาเอาเอง สนุกดี ซึ่งมีคนนั่งข้าง ๆ คอยกระแนะกระแหนตลอดทางว่า ทำไมไกลจัง จะดีหรือเปล่าเนี่ย ร้อนแล้วนะ แดดส่องหน้าดำหมดแล้ว เสียงเหล่านี้สำเนียงเหมือนค่อนแคะตลอดเวลา เมื่อไปถึงวัดดังกล่าว ชื่อว่าสมานรัตนาราม (ใหม่ขุนสมาน) จ.ฉะเชิงเทรา ลักษณะภูมิประเทศของที่ตั้งวัดนี้ อยู่ตรงเกาะกลางแม่น้ำบางประกง มีสะพานข้ามถึงวัดทั้ง 2 ฝากฝั่งของเกาะ คือคือฝั่งซ้ายของวัดก็มีสะพาน ฝั่งขาวของวัด็มีสะพาน เข้าถึงวัดได้สะดวกสะบาย พอถึงวัดจอดรถเรียบร้อยก็ต้อง ก็ตลึงในความงาม ขององค์พระพิฆเนศวร ที่อยู่ในท่านอน สวยงามสง่ามาก ใหญ่โต สีชมพูสดใส ทุกคนที่ไปอดที่จะถ่ายรูปเสียมิได้ หากไม่มีกล้องก็ใช้โทรศัพท์ที่ถ่ายรูปได้ ถ่ายเป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งได้มาที่นี่แล้วนะ
วัดสมานรัตนาราม (ใหม่ขุนสมาน) นี้ ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม หน้าวัดติดแม่น้ำบางประกง ที่ใสมีสีเขียว เพราะน้ำเริ่มเค็มแล้ว เพราะอยู้ใกล้ปากแม่น้ำบางประกง น้ำทะเลขึ้นถึงครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจากวิกิพิเดีย พจนานุกรมเสรีที่เอื้อเพื้อตำนานและประวัติของพระพิฆเนศวร


ลักษณะของพระพิฆเนศวรและประวัติพระพิฆเนศวร จาก.wikipedia.org พจนานุกรมเสรี

มีรูปกายเป็นมนุษย์อ้วนเตี้ย ท้องพลุ้ย มีเศียรเป็นช้าง มีงาข้างเดียว (ถูกขวาน ปรศุรามหักเสียงา) สีกายสีแดง (บางแห่งว่าผิวเหลือง นุ่งห่มแดง) มีสี่กร พระหัตถ์หน้าขวาถืองาช้าง พระหัตถ์ซ้ายถือขันน้ำมนต์ เป็นกระโหลกศีรษะมนุษย์ พระหัตถ์หลังขวาถือ ตรี พระหัตถ์ซ้ายถือบาศ (บ่วง) พาหนะคือ หนู

ตำนาน

ในคราวที่พระศิวะเทพทรงไปบำเพ็ญสมาธิเป็นระยะเวลานานอยู่นั้น พระแม่ปารวตีเนื่องจากอยู่องค์เดียวเลยเกิดความเหงา และ ประสงค์ที่จะมีผู้มาคอยดูแลพระองค์และป้องกันคนภายนอก ที่จะเข้ามาก่อความ วุ่นวายในพระตำหนัก


ในจึงทรงเสกเด็กขึ้นมาเพื่อเป็นพระโอรสที่จะเป็นเพื่อนในยามที่องค์ศิวเทพ เสด็จออกไปตามพระกิจต่างๆมีอยู่คราวหนึ่ง เมื่อพระนางทรงเข้าไปสรงในพระตำหนักด้านในนั้นองค์ศิวเทพได้ กลับมาและเมื่อ จะเข้าไปด้านในก็ถูกเด็กหนุ่มห้ามไม่ให้เข้า เนื่องจากไม่รู้ว่าเป็นใครและในลักษณะเดียวกันศิวเทพก็ไม่ทราบว่าเด็กหนุ่ม นั้นเป็นพระโอรสที่พระแม่ปารวตีได้เสกขึ้นมา

เมื่อพระองค์ถูกขัดใจก็ทรงพิโรธและตวาดให้เด็กหนุ่มนั้นหลีกทางให้ พลาง ถามว่ารู้ไหมว่ากำลังห้ามใครอยู่ ฝ่ายเด็กนั้นก็ตอบกลับว่าไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าเป็นใครเพราะตนกำลังทำตาม บัญชาของพระแม่ปารวตี และทั้งสองก็ได้ทำการต่อสู้กันอย่างรุนแรง จนเทพทั่วทั้งสวรรค์เกิดความวิตกในความหายนะที่จะตามมา และในที่สุดเด็กหนุ่มนั้นก็ถูกตรีศูลของมหาเทพจนสิ้นใจ และศีรษะก็ถูกตัดหายไป

ในขณะนั้นเองพระแม่ปารวตีเมื่อได้ยินเสียงดังกึกก้องไปทั่วจักรวาล ก็ เสด็จออกมาด้านนอกและถึงกับสิ้นสติเมื่อเห็นร่างพระโอรสที่ปราศจากศีรษะ และเมื่อได้สติก็ทรงมีความโศกาอาดูร และตัดพ้อพระสวามีที่มีใจโหดเหี้ยมทำ ร้ายเด็กได้ลงคอ โดยเฉพาะเมื่อเด็กนั้นเป็นพระโอรสของพระนางเอง

เมื่อได้ยินพระนางตัดพ้อต่อว่าเช่นนั้นองค์มหาเทพก็ทรงตรัสว่าจะทำ ให้ เด็กนั้นกลับพื้นขึ้นมาใหม่แต่ก็เกิดปัญหา เนื่องจากหาศีรษะที่หายไปไม่ได้ และยิ่งใกล้เวลาเช้าแล้วต่างก็ยิ่ง กระวนกระวายใจเนื่องจากหากดวงอาทิตย์ขึ้น แล้วก็จะไม่สามารถชุบชีวิตให้เด็กหนุ่มฟื้นขึ้นมาได้เมื่อเห็น

เช่นนั้นพระศิวะเลยบัญชาให้เทพที่มาช่วยให้เอาศีรษะสิ่งที่มีชีวิต แรก ที่พบมาและปรากฏว่าเหล่าเทพได้นำเอาศีรษะช้างมาซึ่งพระศิวะทรงนำศีรษะมาต่อ ให้และชุบชีวิตให้ใหม่พร้อมยกย่อง ให้เป็นเทพที่สูงที่สุด และขนานนามว่า พระพิฆเนศวร ซึ่งแปลว่าเทพผู้ขจัดปัดเป่าอุปสรรคและยังทรงให้พรว่าในการประกอบ พิธีการต่างๆทั้งหมดนั้นจะต้องทำพิธีบูชาพระพิฆเนศวรก่อนเพื่อความสำเร็จของ พิธีนั้น

เนื่องจากพระพิฆเนศวรมีพระวรกายที่ไม่เหมือนเทพอื่นๆนั้น ได้มีการอธิบายถึงพระวรกายของพระองค์ท่านดังนี้

1. พระเศียรของท่านหมายถึงวิญญาณซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการมีชีวิต

2. พระวรกายแสดงถึงการที่เป็นมนุษย์ที่อยู่บนพื้นปฐพี

3. ศีรษะช้างแสดงถึงความเฉลียวฉลาด

4. เสียงดังที่เปล่งออกมาจากงวงหมายถึงคำว่า โอม ซึ่งเป็นเสียงแสดงถึงความเป็นสัจจะของสุริยจักรวาล

5. หระหัตถ์บนด้านขวาทรงเชือกบ่วงบาศน์ที่ทรงใช้ในการนำพามนุษย์ไปสู่เส้นทาง แห่งธรรมะและหลุดพ้นพร้อมทรงขจัดอุปสรรคในระหว่างทาง

6. พระหัตถ์บนซ้ายทรงเชือกขอสับที่ใช้ในการป้องกันและพันฝ่าความยากลำบาก

7. มือขวาล่างทรงงาที่หักครึ่งซึ่งพระองค์ทรงใช้เป็นปากกาในการเขียนมหากาพย์ มหาภารตะให้มหาฤษีเวทวยาสมุนีและเป็นสัญญลักษณ์แห่งความเสียสละ


8. อีกมือทรงลูกประคำที่แสดงว่าการแสวงหาความรู้จะต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา

9.ขนมโมณฑกะหรือขนมหวานลัดดูในงวงเป็นการชี้นำว่ามนุษย์จะต้องแสวง หาความ หวานชื่นในจิตวิญญาณของตนเองเพื่อที่จะได้มีจิตเอื้อเพื้อเผื่อแผ่ให้กับคน อื่นๆ

10. หูที่กว้างใหญ่เหมือนใบพัดหมายความว่าท่านพร้อมที่รับฟังสิ่งที่เราร้อง เรียนและเรียกหา

11. งูที่พันอยู่รอบท้องท่านแสดงถึงพลังที่มีอยู่โดยรอบ

12. หนูที่ทรงใช้เป็นพาหนะแสดงถึงความไม่ถือองค์และพร้อมที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่ง มีชีวิตที่เล็กและเป็นที่รังเกียจของมนุษย์ส่วนมาก

ผลที่ได้จากการบูชาพระพิฆเนศ

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

16 ,มกรา วันครู ของประเทศไทย


วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความ เห็นเรื่องนโยบายการศึกษาและวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุม จรรยาและวินัยของครูรักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัว ได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู

ด้วยเหตุนี้ในทุกปี คุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และชักถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบ ข้อสงสัย สถานที่ ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคคียาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา

ปี พ.ศ. 2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า

"ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณ เป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าวันครูควรมี สักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้แสดงความเคารพ สักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับ คนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง"

จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่นๆ ล้วนเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึก ถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดี เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมากในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภา สามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติเห็นควรให้มีวันครูเพื่อเสนอ คณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและเพื่อส่งเสริม ความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน

การจัดงานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าวได้ ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงานวันครูนี้ได้กำหนด เป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญคือ หนังสือประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างเป็นถาวรวัตถุ

การจัดงานวันครูได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกิจกรรมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยน แปลงของสังคมตลอดเวลา ในปัจจุบันได้จัดรูปแบบ การจัดงานวันครูจะมีกิจกรรม 3 ประเภทหลักดังนี้

  • กิจกรรมทางศาสนา
  • พิธีรำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ประกอบด้วยพิธีปฏิญาณตน การกล่าวคำระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์
  • กิจกรรมเพื่อความสามัคคีระหว่างผู้ประกอบอาชีพครู ส่วนมากเป็นการแข่งขันกีฬาหรือการจัดงานรื่นเริงในตอนเย็น

นายกรัฐมนตรีมอบรางวัลครูดีเด่นประจำปี มอบของที่ระลึกให้ครูอาวุโสนอกและในประจำการจรรยา

[แก้] รายชื่อประเทศที่มีวันครู

[แก้] ประเทศที่มีวันครูที่ไม่ใช่วันหยุด

ประเทศ วันครู
ธงของสาธารณรัฐอินเดีย อินเดีย 5 กันยายน
ธงของประเทศมาเลเซีย มาเลเซีย 16 พฤษภาคม
ธงของประเทศตุรกี ตุรกี 24 พฤศจิกายน

[แก้] ประเทศที่มีวันครูเป็นวันหยุด

ประเทศ วันครู
ธงของสาธารณรัฐแอลเบเนีย แอลเบเนีย 7 มีนาคม
Flag of the People's Republic of China จีน 10 กันยายน
ธงของสาธารณรัฐเช็ก สาธารณรัฐเช็ก 28 มีนาคม
ธงของประเทศอิหร่าน อิหร่าน 2 พฤษภาคม
ละตินอเมริกา 11 กันยายน
ธงของประเทศโปแลนด์ โปแลนด์ 14 ตุลาคม
ธงของสหพันธรัฐรัสเซีย รัสเซีย 5 ตุลาคม
ธงของประเทศสิงคโปร์ สิงคโปร์ 1 กันยายน
ธงของประเทศสโลวีเนีย สโลวีเนีย 28 มีนาคม
ธงของประเทศเกาหลีใต้ เกาหลีใต้ 15 พฤษภาคม
ธงของสาธารณรัฐจีน ไต้หวัน 28 กันยายน
Flag of ไทย ไทย 16 มกราคม
ธงของสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา วันอังคารในสัปดาห์แรกที่เต็ม 7 วันในเดือนพฤษภาคม
ธงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เวียดนาม 20 พฤศจิกายน

[แก้] อ้างอิง

  • หนังสือวันสำคัญโครงการปีรณรงค์วัฒนธรรมไทยฯ ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

  • วันครูของฉัน
  • ตั้งแต่ เกิดมา ตัวฉัน
  • ผูกพัน กับครู คู่หนึ่ง
  • สั่งสอน ฉันอย่าง ลึกซึ้ง
  • สอนถึง เติบใหญ่ วัยเรียน
  • ครูนั้น ท่านคือ แม่พ่อ
  • ผู้ก่อ ผู้ให้ ตัวฉัน
  • สอนสั่ง ทุกวี่ ทุกวัน
  • สอนหวัง ให้ลูก ถูกทาง

  • ย่างก้าว เข้ารั้ว โรงเรียน
  • พากเพียร เขียนอ่าน มุ่งหวัง
  • อ่านออก เขียนได้ เร็ววัน
  • ครู...ท่าน สอนให้ เป็น.. คนดี

  • อีกครู ที่ฉัน จำแม่น
  • เป็นครู คู่แผ่น ดินฉัน
  • เป็นพ่อ เป็นครู คู่กัน
  • ท่านนั้น คือ.."ภู.. มิพล"
  • ท่านสอน ปวงราษฎร์ ทั้งหลาย
  • สอนให้ รักผืน ดิน...น้ำ
  • รักชาติ ประเทศ เขตคาม
  • รักความ สมาน สามัคคี

  • อีกครู เป็นผู้ ยิ่งใหญ่
  • ก้องไป ทั่วภพ ทั้งหลาย
  • สอนให้ มนุษย์ ได้สบาย
  • รู้ใจ รู้กาย ของตน
  • สอนให้ งดฆ่า งดอบาย
  • ทำใจ ละกิเลส ให้สิ้น
  • ฝึกจิต ให้หมด มลทิน
  • ละสิ้น ดั่งคำ " พุทธองค์ "

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

พระราชวังสนามจันทร์
















พระราชวังสนามจันทร์

พระราชวังสนามจันทร์ เป็นพระราชวังเดียวที่อยู่ ณ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม มีประวัติว่า พระราชวังสนามจันทร์เป็นพระราชวังที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นบนบริเวณที่คาดว่าเป็นพระราชวังเก่าของกษัตริย์สมัยโบราณที่เรียกว่า เนินปราสาท เพื่อเป็นสถานที่ประทับครั้งมานมัสการองค์พระปฐมเจดีย์และเมื่อบ้านเมืองถึงยามวิกฤต




พระราชวังใช้เวลาก่อสร้างนาน 4 ปี โดยมี หลวงพิทักษ์มานพ (น้อย ศิลป์) ซึ่งต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯเลื่อนยศเป็นพระยาวิศุกรรม ศิลปประสิทธิ์ เป็นแม่งาน และสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2450 เมื่อสร้างแล้วเสร็จจึงได้พระราชทานนามว่า "พระราชวังสนามจันทร์" ตามชื่อสระน้ำโบราณหน้าโบสถ์พราหมณ์ (ปัจจุบันไม่มีโบสถ์พราหมณ์เหลืออยู่แล้ว) สระน้ำจันทร์ หรือ สระบัว






พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชพินัยกรรมแสดงพระราชประสงค์ยกพระราชวังสนามจันทร์ให้เป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนนายร้อยทหารบก โดยมีใจความว่า






" บรรดาที่ดินตึกรามทั้งใหญ่ น้อย ที่รวมอยู่ในเขตซึ่งเรียกว่า "พระราชวังสนามจันทร์" เป็นสมบัติส่วนตัวของข้าพเจ้าโดยแท้ไม่ได้รับมฤดกมาจากสมเด็จพระบรมชนกนารถมิได้ ข้าพเจ้าได้เก็บทุนในตำแหน่งหน้าที่พระยุพราชและ ทุนอื่น ๆ สร้างที่สนามจันทร์ และสร้างพระที่นั่งซึ่งเรียกว่า พระพิมานประฐม นั้นขึ้นก่อน ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าได้ราชสมบัติแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้เอาเงินพระคลังข้างที่ทำนุ บำรุงที่นี้ตลอดมาเป็นส่วนตัวทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะเอาที่พระราชวังสนามจันทร์ไปรวมเข้ากับกองมฤดกใหญ่นั้นหาควร ไม่ ข้าพเจ้ามีสิทธิ์ตามกฎหมายเหมือนสามัญชน ที่จะยกที่นี้ให้แก่ผู้ใดก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อสิ้นตัวข้าพเจ้าไปแล้ว ข้าพเจ้าขอยกที่นี้ให้แก่รัฐบาลสยามเป็นสิทธิขาด เพื่อทำเป็นโรงเรียนนายร้อยทหารบก"[1]






ในปัจจุบัน พระราชวังสนามจันทร์อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง โดยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2546 คณะกรรมการอำนวยการบูรณะพระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งมีสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นองค์ประธาน ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย นายนาวิน ขันธหิรัญ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ลิขิต กาญจนาภรณ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ได้น้อมเกล้าฯ ถวายคืนพระราชวังสนามจันทร์แก่สำนักพระราชวัง[2]

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

โลหะปราสาท ของประเทศไทย






วันก่อน มีโอกาสไปชมงานสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยของวัดสระเกศ ก่อนเริ่มงานภูเขาทอง เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา ชื่นชมที่วัดสระเกศวรวิหาร ได้จัดให้มีกิจกรรมนี้ก่อนงานปิดทองประจำปีภูเขาทอง แต่ที่สดุดตา และสดุดใจมากกว่าคือ ความงามของโลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร ยามค่ำคืน ทางวัดได้ประดับไฟ ณ ตัวโลหะปราสาท งามจับตา ยิ่งนัก เหมือนองค์โลหะปราสาท ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า เหนือหลังคาอารพลับพลาเจษฎาบดินทร์ อดไม่ได้ที่จะถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก เสียดายหากเป็นเวลากลางวันจะได้ขึ้นไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ไม่ต้องดั้นด้นไปนมัสการที่อินเดีย หรือศรีลังกา ของไทยเราก็มี นัยว่าเป็นปราสาทองค์ที่ 3 ของโลก องค์แรกอยู่ในประเทศอินเดีย ยังมิเคยไป องค์ ที่ 2 อยู่ที่ประเทศศรีลังกา เคยไปแล้ว เห็นแล้วอนาถใจ เหลือแต่เสา และตัวอาคารแห่งหนึ่ง แว่วมาว่า รัฐบาลศรีลังกา คิดจะบูรณะขึ้นมาใหม่ และองค์ที่ 3 อยู่ในประเทศไทยเรานี่แหละ สวยงามจับใจ อย่าลืมไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุกันนะครับ อยู่ใกล้ ๆ แค่นี้เอง ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของโลหะปราสาท ของเมืองไทยเรา ค้นคว้ามาจากววิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ขออนุญาต คัดลอกข้อมูลเพื่อเป็นวิทยาทานต่อไป และขอขอบคุณ มา ณ โอกาสนี้

โลหะปราสาทสร้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เป็นโลหะปราสาทองค์แรกและองค์เดียวของไทย และถือเป็นองค์ที่ 3 ของโลก สร้างอยู่ในพื้นที่วัดราชนัดดาราม และอยู่ในบริเวณ ลานพลับพลามหาเจษฏาบดินทร ยอดปราสาทประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

โลหะปราสาท ตั้งอยู่ ณ ด้านตะวันตกของพระอุโบสถ ก่อสร้างขึ้นโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แทนการสร้างเจดีย์ โลหะปราสาทนี้ สร้างขึ้นตามประวัติพระพุทธศาสนา ถือโลหะปราสาทองค์ที่ 3 ของโลก โดยโลหะปราสาทหลังแรก สร้างขึ้นในสมัยพุทธกาลโดยนางวิสาขามหาอุบาสิกา บุตรีธนัญชัยเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี เป็นปราสาท 2 ชั้น 1,000 ห้อง ยอดปราสาททำด้วยทองคำ ที่ชื่อว่า "มิคารมาตุปราสาท" ส่วนโลหะปราสาทหลังที่ 2 สร้างโดยพระเจ้าทุฏฐคามณี กษัตริย์แห่งกรุงอนุราธปุระลังกา ในราวปีพุทธศักราช 382 เป็นปราสาท 9 ชั้น 1,000 ห้อง มีความกว้างและความสูงแต่ละด้าน 100 ศอก หลังคามุงด้วยแผ่นทองแดง ผนังเป็นไม้ประดับด้วยหินมีค่าและงาช้าง

โลหะปราสาทวัดราชนัดดารามวรวิหาร มีลักษณะศิลปสถาปัตยกรรมไทยเป็นปราสาท 3 ชั้น มียอด 37 ยอด หมายถึงพระโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ กลางปราสาทเป็นช่องกลวงจากฐานตลอดยอด มีซุงต้นใหญ่สูงถึงยอดปราสาทเป็นแกนกลาง เจาะลำต้นตอกเป็นบันไดเวียนขึ้น 67 ขั้น เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2394 นับจากปีที่เริ่มก่อสร้างวัดราชนัดดารามได้ 5 ปี แต่ก่อสร้างสำเร็จเป็นเพียงปราสาทโกลน ก็สิ้นรัชกาล

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการก่อสร้างโลหะปราสาท จนมารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระประสิทธิ์สุตคุณ (แดง เขมทตฺโต) เจ้าอาวาส ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต บูรณะปฏิสังขรณ์หลายครั้ง ตามแต่กำลังทุนทรัพย์ที่หาได้ โดยบูรณะตั้งแต่ชั้นบนลงมา คือ ทำพื้น ก่อมณฑปโบกปูนสีแดง ยกฉัตร ยอดเจดีย์ที่ชั้นบนสุดและชั้นที่ 2 ทั้งหมด ยังเหลือแต่ชั้นล่างสุดที่ไม่ได้บูรณะ

การบูรณะโลหะปราสาทครั้งใหญ่ ดำเนินการในสมัยพระราชปัญญาโสภณ (สุข ปุญญรํสี) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในปี พ.ศ. 2506 ทั้งนี้ได้พยายามรักษาแบบแผนดั้งเดิมของโลหะปราสาทในสมัยรัชกาลที่ 3 ไว้ให้มากที่สุด นับว่าโลหะปราสาทได้บูรณปฏิสังขรณ์จนเสร็จสมบูรณ์ในครั้งนี้ โดยกรมโยธาเทศบาลเป็นผู้รับผิดชอบในครั้งนี้

เมื่อครั้งที่รัฐบาลจัดงานฉลองศิริราชสมบัติครบ 50 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2538-2539 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดการพระราชพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ณ พระเจดีย์บุษบกโลหะปราสาทเป็นพระราชพิธีแรก แห่งการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลและได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประดิษฐานพระบรม สารีริกธาตุ เมื่อวันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538

สืบเนื่องจากวโรกาสดังกล่าว โครงการบูรณะโลหะปราสาทครั้งล่าสุดจึงได้เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 สาระสำคัญของโครงการนี้ประกอบด้วย งานบูรณปฏิสังขรณ์โลหะปราสาท เริ่มจากยอดมณฑปกลาง เปลี่ยนวัสดุมุงและเครื่องประดับหลังคาเป็นโลหะและทองแดงรมดำ โดยมีนาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติเป็นสถาปนิก นายสุทิน เจริญสวัสดิ์ เป็นวิศวกรโยธา และ นายประพิศ แก้วสุริยาเป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้าง

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เมื่อครูไทย.......ไปเรียนหนังสือจีน(ตอน2)





















ความยากลำบากในการเรียนหนังสือจีน ที่มหาวิทยาลัยยูนานนอร์มอล (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสถาบันที่ผลิตครู) ที่มีการสอนหลากหลายสาขา เหมือนมหาวิทยาลัยราชภัฎของไทยเรานี่แหละ เมื่อไปถึงก็บ่ายแล้ว เข้าหอพัก ระหว่างที่รายงานตัวว่าใครจะพักกับใคร มีการลงนามทั้งเป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีน (ได้ใช้ภาษาแล้ว) จากนั้นท่านเล่าซือหยู เป็นหัวหน้าเล่าซือที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกให้พวกเราทั้ง 48 คน ก็แจกซองขาวให้ เมื่อเปิดออกดูจึงรู้ว่าในนั้นเป็นเงินหยวน ให้คนละ 1,500 หยวน คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 7,500 บาท อาจารย์บอกว่า เป็นค่าอาหารเพราะทางมหาวิทยาลัยให้หากินกันเอง โดยมอบเงินให้เอาไปบริหาร ถามว่าพอไหมค่าอาหารแค่นี้ พวกเราก็ไม่รู้ว่าจะพอหรือไม่ ก็รับมาแบบงง ๆ ว่ามีอย่างนี้ด้วยหรือ ให้มาเรียนแล้วแถมเงินค่าอาหารให้อีก พวกเราพูดติดตลกว่า " ใจดีจัง เหมือนพวกสามล้อถูกหวยเลย " และแล้วมื้อเย็นก็มาถึง ทางคณะเล่าซือที่ดูแลพวกเราคณะนี้ พาพวกเราไปเลี้ยงที่ภัตราคารของมหาวิทยาลัย ที่ภัตราคารของเขา ที่มหาวิทยาลัยมีหลายห้องมาก คงเอาไว้รับรองแขกด้วย และดูเหมือนเป็นสวัสดิการของเหล่าคณาจารย์ด้วย อาหารมื้อนี้ ที่เราเห็นและทุกคนอมยิ้มแต่ไม่ได้พูดนินทาคือ ไข่น้ำชามใหญ่มีน้ำมากไข่พอประมาณ ฟักทองนึ่งหวานนิด ๆ หากเป็นบ้านเราของเหล่านี้ คือของพื้น ๆ ที่ทำกินกันในบ้าน แต่ที่นี่ไม่ใช่ เป็นเมนูของภัตราคารเลยนะจะบอกให้ มีการเชิญชวนดื่มแล้วชนแก้วชนแก้วดื่มกันเปล่งเสียง " กันเปย " มิได้ขาด พวกเราก็งงอีก เพราะ เป็นคำศัพท์ใหม่อีกคำหนึ่งแล้ว คงจะแปลเป็นทำนองยินดีต้อนรับ หรือยินดีความสำเร็จอะไรทำนองนั้นแหละ ก็เดาเอา พวกเราล้วนดูมีค่า มีชีวิตชีวา จากนั้นเล่าซือได้แจกกำหนดการว่าแต่ละวันทำอะไร หากเป็นวันจันทร์ถึงวันศุกร์ก็จะเรียนตลอด หากเป็นวันเสาร์และอาทิตย์ ทางมหาวิทยาลัยจัดโปรแกรม ให้พวกเราไปศึกษาดูงานตามที่ต่าง ๆ ตลอด ภายในเขตมณฑลยูนาน

วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุด ก็เลยจะพาคณะครูแก่ ๆ จากเมืองไทยไปเที่ยวเสียก่อน เป็นการเอาใจ จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องเรียน เห็นไหมวิธีการนี้ เป็นกลยุทธ์ในการบริหารอย่างหนึ่ง คือทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ ก่อนแล้วทุกอย่างก็จะตามมา เหมือนการบริหารงานในองค์การนั่นแหละ หากคนในองค์การมีความรู้สึกที่ดี มีความรัก ศรัทธาแล้ว ทุกอย่างก็สำเร็จลงได้ด้วยความง่ายดาย เช่นเดียวกันนี้เอง บรรดาเล่าซือ พาพวกเราไปเที่ยว ณ ป่าหินอายุนับล้านปีที่เรียกว่า(Stone Forest) ที่นูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในวันรุ่งขึ้น พวกเราถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม เพื่อขึ้นรถ 2 คัน คันแรกเป็นรถของมหาวิทยาลัย เก่าและเล็ก ส่วนคันที่ 2 เป็นรถที่ทางมหาวิทยาลัยจ้างมาใหม่หรู แต่พวกเราที่เรียนที่สถาบันรุ่นสุดท้ายที่คุ้นเคยกันก็ขึ้นรถคันแรก ถึงจะเป็นรถเก่าและเล็กก็ยินดีขึ้นเพราะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เพียง ยี่สิบกว่าคน

การเดินทางก็มาถึง รถออกจากมหาวิทยาลัย ยังไม่ทันออกนอกตัวเมืองคุณหมิง พวกเราในคณะก็หมดความอดทนแล้ว หลายคนบอกกับบอกกับ 杨悦老师 (หยางเย่อเล่าซือ) ว่า "ทนไม่ไหวแล้ว ขอให้จอดปั๊ม เพื่อปัสสาวะหน่อย " ท่านก็ใจดี ส่งภาษาจีนบอกให้คนขับจอดปั๊มก่อนขึ้นทางด่วน เพื่อให้พวกเราเข้าห้องน้ำกัน ทุกคนต้องเสียค่าบริการ จำไม่ได้แล้วว่าเท่าไร เมื่อเสียค่าบริการแล้ว ทุกคนวิ่งเข้าหาห้องน้ำ หาได้ไม่ยากเลย เพราะพวกเราทั้งวิ่งและเดินตามกลิ่นไปนั่นเอง ไปถึงเสียงบรรดาครูผู้หญิงส่งเสียงเจี้ยวจ้าว โวยวายกันใหญ่โต ว่า " อย่าเพิ่งเข้ามานะ ฉันกำลังฉี่อยู่ " หรือไม่ก็ บอกว่า " ยืนกันให้หน่อย ขอฉี่ให้เสร็จก่อน หันหน้าออกไป อย่าดูฉันนะ " แล้วก็ส่งเสียงกันโกลาหลไปหมด นั่นก็คือ ส่วนของห้องน้ำหญิง ส่วนห้องน้ำชายก็คือ มีที่ปัสสาวะ และด้านตรงข้ามเป็นส้วมถ่วยอุจาระ ที่ไม่มีประตู ใครเข้าก็เห็นกันหมด ขณะที่พวกเราเข้าไปปัสสาวะ ก็ยังมีชาวจีนผู้ชายนั่งอึ หน้าตาเฉย เขาไม่อาย แต่เราอายแทน เขานั่งกันหน้าตาเฉย แต่กลิ่นนี่ซิ รุนแรง ไปหลายเมตรเลยละ (นี่ไม่ใช่เอาเรื่องเขามาประจานนะ แต่เป็นการเล่าประสบการณ์ตรง ที่พวกเราไปพบมา และนี่คือวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเขา) เมื่อขึ้นมาบนรถแล้ว พวกเรายังคุยและหัวเราะกันอีกยืดยาว จน 杨悦老师 หยางเย่อเล่าซือ เล่าให้ฟังว่า คนจีน หากเดินทาง จะไม่ดื่มน้ำเพราะหาที่ปัสสาวะยากมาก ดังนั้น ขณะที่พวกเราวิ่งหาที่ปัสสาวะ ครูจีนของเรามิได้ลงจากรถไปปัสสาวะกับพวกเราเลย สักแห่ง การเดินทางบางรายการของพวกเราต้องจอดรถกลางทางแล้วเอาผ้าคลุม เพื่อให้ครูจากเมืองไทย ปัสสาวะยังมีเลย

เมื่อมาถึง Stone Forest ก็ละลานตา ไปด้วยแผงผลไม้ที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าชาวจีน นำมาขายพวกนักท่องเที่ยว บางคนเชิญชวนเป็นภาษาไทยก็มี ที่นี่หินสวยมาก เป็นรูปร่างแปลกตา มีอายุนับล้าน ๆ ปี ที่โผล่พ้นดินขึ้นมา บางก้อน หัก น่ากลัวหล่นทับเสียเหลือเกิน บางก้อนเหมือนรูปช้าง เขาก็ตั้งชื่อไปตามนั้น แล้วแต่จะจินตนาการ เมื่อขึ้นถึงทอ๊ปวิว คือจุดสูงสุดแล้วจะเห็นหินเหล่านี้ มากมาย โผล่ยอดแหลม ๆ มีมากมาย มองดูแล้วเหมือนป่าเลย คือป่าที่มีแต่หิน มีมากมายจริง ๆ มองไปทางไหนก็มีแต่หินอายุนับล้าน ๆ ปีเต็มไปหมด ทางการจีนเขามีกลยุทธ์ที่ดีสำหรับใช้พื้นที่ในป่าหินนี้ คือเขาไม่สร้างกระเช้าไฟฟ้าให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปข้างบน เพียงแต่สร้างทางขึ้นให้สะดวกมากขึ้นเท่านั้นเอง ถามว่ามาเที่ยวที่แห่งนี้ แล้วได้อะไร ตอบได้เลยว่า ได้หลายอย่าง ได้ออกกำลังกายจากการเดิน ปีนป่ายหินผา ได้เรียนรู้วิธีการนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวของเขา ให้แก่คนในประเทศและคนต่างขาติ ได้เรียนรู้ภาษา อันเป็นจุดประสงค์ใหญ่ของคณะเรา ได้เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรม ประเพณีต่าง ๆ ของพวกเขา เป็นผลให้คืนนั้นพวกเรานอนหลับสนิทเลย เพราะได้ออกกำลังปินป่ายภูเขาหินที่ Stone Forest