สมัยก่อน เมื่อผมยังเป็นเด็ก เรียนระดับประถมปลายชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 (ป.7) พ่อผมให้ผมไปช่วยดูแลเสื่อกก ที่พ่อผมซื้อจากชวาบ้านที่ทอเสื่อกกเป็นอาชีพเสริมหลังจากฤดูทำนา สมัยนั้นราคาเสื่อกกขนาด 12 คืบ ผืนละประมาณ 8 - 10 บาท การขนส่งต้องนั่งเรือจากบ้านแล้วมาขึ้นที่สถานีรถไฟ ชื่อสถานีโยทะกา อ.องครักษ์ จ.นครนายก ทั้ง ๆ ที่บ้านผมอยู่อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ระหว่างที่นั่งรถไฟเข้ากรุงเทพ ตื่นเต้นมาก เกิดมาไม่เคยนั่งรถไฟ ไม่เคยเข้ากรุงเทพ คืนนั้นนอนไม่หลับเลย ระหว่างทางหิว มีของขายมากมายทั้งถั่วต้ม อ้อยควั่น โอเลี้ยง ข้าวผัด ปลาทอดมันชิ้นบาง ๆ ร้อยด้วยตอกเป็นพวง น่ากินจริง ๆ แต่พ่อก็ไม่ยอมซื้อให้กิน พอกลางวัน พ่อก็เอาปิ่นโตข้าวที่ใส่มากับชลอมมะดันสดเพื่อไปฝากพี่ชาย และญาติ ๆ ออกมาให้เรากินบนรถไฟอย่างหน้าตาเฉยเลย ผมก็อายคนบนรถที่มองเราพ่อลูกกินข้าวจากปิ่นโต กันอย่างอเร็ดอร่อย พ่อบอกว่ากิน ๆ เข้าเดี๋ยวถึงแล้ว จะได้มีแรงขนเสื่อลงจากรถไฟ การขายเสื่อกกครั้งนั้นประทับใจผมจริง
จากนั้นไม่นาน ผมก็เรียนจบ ป.7 ชั้นสูงสุดของโรงเรียน อยากเรียนต่อ แต่พ่อก็ไม่พาไปสมัครเข้าเรียนซักที่ จนเกือบหมดเขตรับสมัครสอบ โรงเรียนประจำจังหวัดพ่อจึงได้พาไปสมัครสอบ หลังจากนั่งเรือจากบ้านกลางดึก ไปตามลำน้ำบางประกง ถึงเช้าจึงถึงตัวจังหวัดปราจีนบุรี ด่านแรกคือให้พ่อพาไปซื้อรองเท้านักเรียนใส่ก่อน เพราะที่โรงเรียนวัดข้างบ้านไม่ต้องใส่รองเท้ากันก็ไปเรียนได้ จากนั้นก็อาศัยวัดหลวงปรีชากูลเป็นที่พำนัก ต้องหิ้วปิ่นโตตามหลวงตาไปบิณฑบาตรทุกเช้า เติบโตมาจากข้าวก้นบาตร และอาหารจากปิ่นโตนั่นแหละ จากนั้นมาเรียนครูที่วิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ กทม. ก็ห่างจากปิ่นโตไประยะหนึ่ง พอมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ อาจารย์จากที่นั่นท่านก็อุตส่าห์พาไปฝากให้อยู่กับพระที่วัดพระงาม ที่ต้องพึงพาวัดเพราะทางบ้านผมยากจนที่พึงของผู้ยากไร้คือวัดดีที่สุด อยู่ที่นครปฐมนี่ วิถีชีวิตเปลี่ยนไป จากเดิม วัดที่ปราจีนบุรี พอช่วงเข้าพรรษาอาหารบริบูรณ์ พอออกพรรษาอด อดมาก ๆ ชนิดต้องเก็บยอดกระถินริมรั้ววัดจิ้มกับน้ำปลาพริก มาอยู่วัดที่นครปฐมนี้ อุดมสมบูรณ์ตลอดปี ไม่มีมื้อใดที่อดเลย แต่ที่เหมือนกันคือ ทุกเช้าต้องหิ้วปิ่นโตเดินตามพระไปรับบาตร ก็กินอาหารเหลือจากพระนั่นแหละ ประหยัดเงินดีเพราะไม่ต้องซื้อ ที่พักไม่ต้องเช่า แต่ผมก็ตอบแทนพระท่านด้วยการเป็นเด็กวัดที่ดี เก็บกวาดเช็ดถู ทำทุกอย่างที่พระท่านประสงค์ รับใช้ท่านเป็นการตอบแทน ผมรบกวนเงินทางบ้านเพียงค่าหน่วยกิจ และใช้จ่ายประจำเดือน ๆ ละไม่ถึงพันบาท แค่นี้ พ่อผมก็บ่นให้น้อยใจเรื่อยว่า หากเรียนตกเมื่อไร จะให้ออกมาไถนา ผมกลัวการไถนาก็เลยต้องขยันเรียน ก็ทำนาเมื่อสมัยก่อนนั้น (40 ปีที่ผ่านมา) ต้องแบกไถจากบ้านไปท้องนาเองไกลแสนไกล วัวก็ต้องจูง แดดก็ร้อน หิว เหนื่อย ร้อน แถมเดินตีนเปล่า(ไม่ใส่รองเท้าเพราะไม่มี) อะไรจะสาหัสขนาดนั้น สู้ทำนาสมัยนี้ไม่ได้ผิดกันลิบลับ มีรถไถนา ทั้งชนิดนั่งขับ ฃนิดเดินตาม ปีทำนาได้ตั้งหลายครั้ง จริงไหมครับ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น