
















ความยากลำบากในการเรียนหนังสือจีน ที่มหาวิทยาลัยยูนานนอร์มอล (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสถาบันที่ผลิตครู) ที่มีการสอนหลากหลายสาขา เหมือนมหาวิทยาลัยราชภัฎของไทยเรานี่แหละ เมื่อไปถึงก็บ่ายแล้ว เข้าหอพัก ระหว่างที่รายงานตัวว่าใครจะพักกับใคร มีการลงนามทั้งเป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีน (ได้ใช้ภาษาแล้ว) จากนั้นท่านเล่าซือหยู เป็นหัวหน้าเล่าซือที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกให้พวกเราทั้ง 48 คน ก็แจกซองขาวให้ เมื่อเปิดออกดูจึงรู้ว่าในนั้นเป็นเงินหยวน ให้คนละ 1,500 หยวน คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 7,500 บาท อาจารย์บอกว่า เป็นค่าอาหารเพราะทางมหาวิทยาลัยให้หากินกันเอง โดยมอบเงินให้เอาไปบริหาร ถามว่าพอไหมค่าอาหารแค่นี้ พวกเราก็ไม่รู้ว่าจะพอหรือไม่ ก็รับมาแบบงง ๆ ว่ามีอย่างนี้ด้วยหรือ ให้มาเรียนแล้วแถมเงินค่าอาหารให้อีก พวกเราพูดติดตลกว่า " ใจดีจัง เหมือนพวกสามล้อถูกหวยเลย " และแล้วมื้อเย็นก็มาถึง ทางคณะเล่าซือที่ดูแลพวกเราคณะนี้ พาพวกเราไปเลี้ยงที่ภัตราคารของมหาวิทยาลัย ที่ภัตราคารของเขา ที่มหาวิทยาลัยมีหลายห้องมาก คงเอาไว้รับรองแขกด้วย และดูเหมือนเป็นสวัสดิการของเหล่าคณาจารย์ด้วย อาหารมื้อนี้ ที่เราเห็นและทุกคนอมยิ้มแต่ไม่ได้พูดนินทาคือ ไข่น้ำชามใหญ่มีน้ำมากไข่พอประมาณ ฟักทองนึ่งหวานนิด ๆ หากเป็นบ้านเราของเหล่านี้ คือของพื้น ๆ ที่ทำกินกันในบ้าน แต่ที่นี่ไม่ใช่ เป็นเมนูของภัตราคารเลยนะจะบอกให้ มีการเชิญชวนดื่มแล้วชนแก้วชนแก้วดื่มกันเปล่งเสียง " กันเปย " มิได้ขาด พวกเราก็งงอีก เพราะ เป็นคำศัพท์ใหม่อีกคำหนึ่งแล้ว คงจะแปลเป็นทำนองยินดีต้อนรับ หรือยินดีความสำเร็จอะไรทำนองนั้นแหละ ก็เดาเอา พวกเราล้วนดูมีค่า มีชีวิตชีวา จากนั้นเล่าซือได้แจกกำหนดการว่าแต่ละวันทำอะไร หากเป็นวันจันทร์ถึงวันศุกร์ก็จะเรียนตลอด หากเป็นวันเสาร์และอาทิตย์ ทางมหาวิทยาลัยจัดโปรแกรม ให้พวกเราไปศึกษาดูงานตามที่ต่าง ๆ ตลอด ภายในเขตมณฑลยูนาน
วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุด ก็เลยจะพาคณะครูแก่ ๆ จากเมืองไทยไปเที่ยวเสียก่อน เป็นการเอาใจ จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องเรียน เห็นไหมวิธีการนี้ เป็นกลยุทธ์ในการบริหารอย่างหนึ่ง คือทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ ก่อนแล้วทุกอย่างก็จะตามมา เหมือนการบริหารงานในองค์การนั่นแหละ หากคนในองค์การมีความรู้สึกที่ดี มีความรัก ศรัทธาแล้ว ทุกอย่างก็สำเร็จลงได้ด้วยความง่ายดาย เช่นเดียวกันนี้เอง บรรดาเล่าซือ พาพวกเราไปเที่ยว ณ ป่าหินอายุนับล้านปีที่เรียกว่า(Stone Forest) ที่นูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในวันรุ่งขึ้น พวกเราถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม เพื่อขึ้นรถ 2 คัน คันแรกเป็นรถของมหาวิทยาลัย เก่าและเล็ก ส่วนคันที่ 2 เป็นรถที่ทางมหาวิทยาลัยจ้างมาใหม่หรู แต่พวกเราที่เรียนที่สถาบันรุ่นสุดท้ายที่คุ้นเคยกันก็ขึ้นรถคันแรก ถึงจะเป็นรถเก่าและเล็กก็ยินดีขึ้นเพราะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เพียง ยี่สิบกว่าคน
การเดินทางก็มาถึง รถออกจากมหาวิทยาลัย ยังไม่ทันออกนอกตัวเมืองคุณหมิง พวกเราในคณะก็หมดความอดทนแล้ว หลายคนบอกกับบอกกับ 杨悦老师 (หยางเย่อเล่าซือ) ว่า "ทนไม่ไหวแล้ว ขอให้จอดปั๊ม เพื่อปัสสาวะหน่อย " ท่านก็ใจดี ส่งภาษาจีนบอกให้คนขับจอดปั๊มก่อนขึ้นทางด่วน เพื่อให้พวกเราเข้าห้องน้ำกัน ทุกคนต้องเสียค่าบริการ จำไม่ได้แล้วว่าเท่าไร เมื่อเสียค่าบริการแล้ว ทุกคนวิ่งเข้าหาห้องน้ำ หาได้ไม่ยากเลย เพราะพวกเราทั้งวิ่งและเดินตามกลิ่นไปนั่นเอง ไปถึงเสียงบรรดาครูผู้หญิงส่งเสียงเจี้ยวจ้าว โวยวายกันใหญ่โต ว่า " อย่าเพิ่งเข้ามานะ ฉันกำลังฉี่อยู่ " หรือไม่ก็ บอกว่า " ยืนกันให้หน่อย ขอฉี่ให้เสร็จก่อน หันหน้าออกไป อย่าดูฉันนะ " แล้วก็ส่งเสียงกันโกลาหลไปหมด นั่นก็คือ ส่วนของห้องน้ำหญิง ส่วนห้องน้ำชายก็คือ มีที่ปัสสาวะ และด้านตรงข้ามเป็นส้วมถ่วยอุจาระ ที่ไม่มีประตู ใครเข้าก็เห็นกันหมด ขณะที่พวกเราเข้าไปปัสสาวะ ก็ยังมีชาวจีนผู้ชายนั่งอึ หน้าตาเฉย เขาไม่อาย แต่เราอายแทน เขานั่งกันหน้าตาเฉย แต่กลิ่นนี่ซิ รุนแรง ไปหลายเมตรเลยละ (นี่ไม่ใช่เอาเรื่องเขามาประจานนะ แต่เป็นการเล่าประสบการณ์ตรง ที่พวกเราไปพบมา และนี่คือวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเขา) เมื่อขึ้นมาบนรถแล้ว พวกเรายังคุยและหัวเราะกันอีกยืดยาว จน 杨悦老师 หยางเย่อเล่าซือ เล่าให้ฟังว่า คนจีน หากเดินทาง จะไม่ดื่มน้ำเพราะหาที่ปัสสาวะยากมาก ดังนั้น ขณะที่พวกเราวิ่งหาที่ปัสสาวะ ครูจีนของเรามิได้ลงจากรถไปปัสสาวะกับพวกเราเลย สักแห่ง การเดินทางบางรายการของพวกเราต้องจอดรถกลางทางแล้วเอาผ้าคลุม เพื่อให้ครูจากเมืองไทย ปัสสาวะยังมีเลย
เมื่อมาถึง Stone Forest ก็ละลานตา ไปด้วยแผงผลไม้ที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าชาวจีน นำมาขายพวกนักท่องเที่ยว บางคนเชิญชวนเป็นภาษาไทยก็มี ที่นี่หินสวยมาก เป็นรูปร่างแปลกตา มีอายุนับล้าน ๆ ปี ที่โผล่พ้นดินขึ้นมา บางก้อน หัก น่ากลัวหล่นทับเสียเหลือเกิน บางก้อนเหมือนรูปช้าง เขาก็ตั้งชื่อไปตามนั้น แล้วแต่จะจินตนาการ เมื่อขึ้นถึงทอ๊ปวิว คือจุดสูงสุดแล้วจะเห็นหินเหล่านี้ มากมาย โผล่ยอดแหลม ๆ มีมากมาย มองดูแล้วเหมือนป่าเลย คือป่าที่มีแต่หิน มีมากมายจริง ๆ มองไปทางไหนก็มีแต่หินอายุนับล้าน ๆ ปีเต็มไปหมด ทางการจีนเขามีกลยุทธ์ที่ดีสำหรับใช้พื้นที่ในป่าหินนี้ คือเขาไม่สร้างกระเช้าไฟฟ้าให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปข้างบน เพียงแต่สร้างทางขึ้นให้สะดวกมากขึ้นเท่านั้นเอง ถามว่ามาเที่ยวที่แห่งนี้ แล้วได้อะไร ตอบได้เลยว่า ได้หลายอย่าง ได้ออกกำลังกายจากการเดิน ปีนป่ายหินผา ได้เรียนรู้วิธีการนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวของเขา ให้แก่คนในประเทศและคนต่างขาติ ได้เรียนรู้ภาษา อันเป็นจุดประสงค์ใหญ่ของคณะเรา ได้เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรม ประเพณีต่าง ๆ ของพวกเขา เป็นผลให้คืนนั้นพวกเรานอนหลับสนิทเลย เพราะได้ออกกำลังปินป่ายภูเขาหินที่ Stone Forest










