วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553
เมื่อครูไทย ไปรัฐสภา
รัฐบาลมีนโยบายในการสร้างภาคีเครือข่าย ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้กับข้าราชการโดยกำหนดให้ผู้บริหารโรงเรียนทั่วประเทศ เข้าไปร่วมสัมมนา การจัดกิจกรรมภายใต้โครงการที่ชื่อว่า "การเสริมสร้างและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขแก่ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน " รุ่นนี้ มากัน 11 จังหวัด คือสุโขทัย,อุตรดิตถ์,เลย,หนองคาย,อุดร,หนองบัวลำภู,นครปฐม,สุพรรณบุรี,ราชบุรี,สุราษฎร์ธานี,นครศรีธรรมราช เป็นรุ่นที่ 26 ก็ประมาณ เกือบ 700 คน วิธีดำเนินการสัมมนา ก็น่าสนใจ โดยการเชิญ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายค้าน ตลอดจน ส.ว. มาร่วมอภิปราย ตามหัวข้อที่กำหนดให้ และเปิดโอกาสให้บรรดาผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง 11 จังหวัด ได้มีโอกาสซักถามและอภิปราย โดยบรรยากาศต้องให้เหมือนเวทีที่ ส.ส. ประชุมสภา อย่างไงอย่างงั้นเลย
ตามความคิดของผมแล้ว ผมว่าการมาครั้งนี้ คุ้มค่ามาก ได้เห็นเวทีแห่งรัฐสภาจริง บรรยากาศเสมือนการประชุมส.ส.จริง ซักถามกันอย่างเผ็ดมัน แต่ที่สำคัญคือ ได้เพื่อนครับ ก็เพื่อนมากันตั้ง 11 จังหวัด และ เกือบ 700 คน ส่วนใหญ่ทุกคนตั้งใจมา และเพื่อน ๆ ที่อยู่ไกลก็นั่งรถนานหน่อย ค้างคืนกันบนรถ มาถึงรัฐสภาแต่เช้า แถมยังเข้ารัฐสภาไม่ได้อีก พอถึงเวลาอภิปรายก็มีการเหน็บแนม ว่าพวกครูเข้ารัฐสภาตรงเวลา แต่ส.ส.ที่ประชาชนเลือกเข้ามา ทำไมเข้าสภาช้ามาก ๆ ไม่ตรงเวลาเสียเลย เล่นเอาได้เสียงฮาใหญ่ได้เวลากลับเวทีสัมมนาก็ยุติได้ ตรงเวลา เพราะเห็นใจบรรดาผู้บริหารที่อยู่ไกล ๆ แถมพกด้วยอาหารว่างเอาไปทานบนรถด้วย
ข้อซักถามของสมาชิก นัยว่า จะนำเสนอรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขตามคำเรียกร้อง ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลจัดกิจกรรมนี้ อย่างน้อยทำให้ระลึกถึงว่าองค์พระปกเกล้า ท่านสละพระราชอำนาจเพื่อปวงชนชาวไทย มิใช่ให้ให้คนใดคนหนึ่ง ซึ่งผมได้ถ่ายพระราชหัตถเลขาของมาพระองค์มาไว้แล้วละครับ
วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553
เที่ยวงาน otop midyear 2010 (ครั้งที่ 2)
เมื่อปีที่แล้ว ผมได้มาเที่ยวงาน otop midyear 2009 ถึง 2 วัน ติดใจครับ ก็เขาตั้งใจนำสินค้า ที่ได้รับการคัดสรร มาแสดงและจำหน่ายกัน ทั้งที ผมในฐานะพลเมืองดีก็ไปสนับสนุนเป็นธรรมดาครับ
สำหรับงาน otop midyear 2010 ปีนี้ ผมก็ต้องมา ตามที่ใจปรารถนา มาปีนี้ มีสมาชิกติดตามหลายคน วันว่างที่สุดก็คือวันสุดท้ายของงาน คือวันที่ 29 สิงหาคม 2553 แล้วละครับ คนเย๊อะมากครับ สินค้าก็ลดกระหน่ำในชั่วโมงนาทีทอง ร้านแรกที่ผมหมายตาไว้ว่าต้องซื้อของติดมือกลับบ้านให้ได้ คือ ชาครับ เพราะผมนิยมชมชอบชา เพราะเพียงดื่มชาเพื่อสุขภาพครับ ก็อายุมากแล้วนี่ครับ ก็ต้องเลือกนะครับ บางร้านก็ขอแค่ราคาทุน เพราะไม่ต้องการขนของกลับบ้าน บางร้านก็ยังใจแข็งไม่ยอมลดราคา ผมเข้าใจเขานะครับ ชาบางชนิด หนึ่งปี เก็บได้ครั้งเดียวเอง เช่นชาน้ำค้าง เป็นต้น
แต่ที่น่าเวียนหัวมาก ๆ คือ บริเวณศูนย์อาหาร คนรอคิวนั่งโต๊ะ เหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรีเลยครับ เพราะอะไรน่ะหรือครับ ก็เพราะว่า ปีนี้ผมว่าราคาอาหารถูกนะ ถูกกว่าปีที่แล้วคนก็อุดหนุนกันคับคั่ง ทุกสิ่งทุกอย่างของงานปีนี้สัมผัสได้ หยิบเลือกชมได้อย่างใกล้ชิด และเป็นกันเอง อีกสิ่งที่เห็นก็รอยยิ้มของผู้ที่นำสินค้าของกลุ่มตนเองได้มาจำหน่ายได้เงินกลับบ้าน บางร้าน หรือบางคูหา ก็ขายไม่ได้นั่งเซ็งก็มี บางร้านของขายหมดแล้ว แต่ยังรอส่งของ และมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าอีก คุยกันบางร้านบอกว่า ปีนี้ได้ oder งานหลายชิ้นเกรงจะทำไม่ทัน แบบนี้ก็มี เห็นแล้วปลื้มแทน
สรุปตามประสาผมนะครับ ผมว่างานแบบนี้ดีมากครับ ให้กลุ่มผู้ผลิต พบกับผู้บริโภคโดยตรง โดยผู้บริโภคไม่ต้องเดินทางไปซื้อถึงที่ หรือไม่ต้องซื้อผ่านพ่อค้าคนกลาง ขอให้มีทุก ๆ ปีนะครับ(รัฐบาล) ปลายปีว่าจะหาโอกาสมาอีก แล้วท่านละครับ ไปเที่ยวงาน otop ของไทยเรา กันบ้างหรือยัง หากยังปลายปีมีอีกครั้ง มาอุดหนุนสินค้าของคนไทยกันนะครับ
วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอาสาฬหบูชา
วันอาสาฬหบูชา ปี 2553 นี้ มีโรงเรียนที่มีแนวคิดเดียวกันร่วมกันจัดกิจกรรม เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมแก่เด็กนักเรียนขึ้น โดยใช้เหตุการณ์วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นแนวทางในการดำเนินกิจกรรม นับว่าเป็นการเสียสละของครู และนักเรียน เหลือเกิน เพราะว่าต้องมาทำกิจกรรม แต่ตามความรู้สึกของผมแล้วคิดว่า วันหยุดทั้งทีทำดีเป็นการสร้างกุศลแห่งความดี ให้แก่ตนเองมากกว่า เพราะหายากมากที่เด็กวัยนี้จะสนใจในกิจกรรมเช่นนี้
จากการสังเกตการจัดกิจกรรมของวิทยากร คือ พระนิสิตจาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย การจัดกิจกรรมของท่านวิทยากร ครั้งนี้ แปลกไปจากที่เคยเห็น พระสอนศีลธรรม ทั่ว ๆ ไป คือท่านมีสื่อการสอน ที่เหมาะสมกับวัยความสนใจของเด็ก เล็ก ๆ ไม่เคร่งกับการให้เด็กนั่งตัวตรง เจริญสติภาวนาตลอด ตลอดกิจกรรมสอดแทรกคุณธรรมที่บรรดาครูยังปลูกฝังไม่เท่าท่านเลย จากการสอบถามเด็กในกิจกรรมบอกความในใจ เด็กหลายคนพูดว่า " ดีใจที่ได้มา ตอนแรกไม่อยากมา คิดว่าค่ายคุณธรรมต้องนั่งภาวนาอย่างเดียว มาครั้งนี้คุ้มจริง รักพ่อ รักแม่มาก ต่อไปจะตั้งใจเป็นลูกที่ดี " บางคนอาลัยกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ อยากให้ครูพระที่สอนศีลธรรมตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ปรับเปลี่ยนวิธีการบ้าง เด็กจะได้ไม่เบื่อ ลำพังเบื่อครูก็พอทนอยู่แล้ว อย่าให้เบื่อพระอีกเลย
วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553
เที่ยวงานไทยเฟิน
ผมไปเที่ยวมา 2 วัน วันแรกเป็นวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการจัดงาน เมื่อเข้าถึงงานก็ต้องตลึง ไม่นึกไม่ฝันว่า ชุมชนของคนรักเฟิน จะมีพลังขนาดนี้ บรรยากาศสมกับเป็นงานของต้นไม้ประเภทเฟิน มีเฟินและมอส ประดับเต็มไปหมด สวยงามสบายตา และรู้สึกตัวว่ามีความสุข ที่ได้มา มีบรรยากาศคล้ายเดินอยู่ในป่าร้อนชื้น เพราะมีการพ่นละอองน้ำเย็นสบาย ไม่รู้สึกร้อนแต่ประการใด นี่เป็นเคล็ดของการจัดงานที่เดินแล้วไม่เบื่อเพราะร้อน และเมื่อได้สัมผัสกับเจ้าของร้านค้า หรือเจ้าของเฟิน ก็ตอบรับทักทายด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใส ยังไม่ซื้อก็ไม่ได้ว่าอะไร เดินชม เลือกดู ถ่ายภาพ เฟินแปลก พูดคุยซักถามกับผู้ที่มาร่วมแสดงผลงานการเลี้ยงดูเฟินของตัวเอง เขาก็พุดคุยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จนมีความรู้สึกว่า มางานแสดงนิทรรศการเฟินของบรรดาเหล่าสมาชิกมากกว่าครับ ที่บอกว่าเหมือนการจัดนิทรรศการ น่ะครับ ก็เพราะว่า การจัดนิทรรศการจะเป็นการแสดงความสำเร็จ และนำมาแสดงให้ทุกคนได้ชื่นชมกัน เพราะบางคูหา หรือที่เรียกว่าร้านนะแสดงผลงานการเลี้ยงดูเฟินเป็นอย่างดี สวยงามมาก แต่ไม่สนใจจำหน่าย ยืนคอยตั้งนานก็ไม่มีเจ้าของมาไต่ถามว่าต้องการอะไร ในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ตั้งแต่การลงทะเบียนเข้าชมงาน การสอยดาวเฟิน การประมูลเฟิน การประกวดเฟิน ฯลฯ ที่ขาดไม่ได้ก็คือจำหน่ายเฟิน ในราคาที่ไม่แพง ต่อรองได้เหมือนซื้อของทั่ว ๆ ไป วันแรกของการชมเฟินเพลินใจ ของผม เงินหมดกระเป๋า ต้องกลับไปค้นหาเศษเล็กเศษน้อยในรถมาซื้อเพิ่ม คิดว่าปีนี้พอแค่นี้แหละ
พอวันที่ 7 มีนาคม 2553 เป็นวันอาทิตย์ ภาพงานไทเฟิน ยังติดตาอยู่ จึงหาโอกาสในช่วงบ่าย โชคดี มาทันการประกวดเฟิน คิดไม่ผิดเลยครับที่มาอีก ในวันนี้ ภาพเฟินแปลก เฟินสวย หลากหลายชนิด ต่างลงสนามประกวดกันมากมาย บางชนิด มาวันแรก ไม่เห็น ก็เพิ่งมาเห็นวันนี้เอง ละลานตา ตื่นตาตื่นใจครับ คนไม่รักเฟินดูแล้วก็งั้น ๆ แต่สำหรับคนรักเฟินแล้ว มีความรู้สึกว่าไม่ธรรมดา ผู้มาชมงานมาจากต่างที่กัน ก็สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการดูแล การเพาะเลี้ยงเหมือนคุ้ยเคยกันมานาน ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก นี่แหละครับเสน่ห์ของงานไทเฟินเขาละครับ ผมให้สัญญากับตัวเองแล้วว่าปีหน้าจะกลับมางานนี้อีก ติดใจครับ
วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553
พระพิฆเนศวร
เมื่อวันมาฆบูชา ปี 2553 นี่ ตรงกับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เลยวันวาเลนไทน์ ผมและครอบครัว กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อทำบุญที่วัดใกล้บ้าน ที่สำคัญเพื่อพาลูกหลานไปกราบคุณย่า เป็นการปลูกฝังความรัก ความถูกพันในครอบครัว ขากลับ ตั้งใจไปกราบนมัสการหลวงพ่อโสธร เพราะเป็นทางผ่าน กลับทางสายอำเภอบางน้ำเปรี้ยว อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เป็นทางตัดมานานแล้ว และไม่ต้องอ้อมไปทางอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างทาง เห็นป้ายปักข้างทางว่านมัสการพระพิฆเนศวร ริมแม่น้ำบางประกง ก็เลยให้บุตรชายที่เป็นพลขับ ขับรถตามป้ายบอกข้างทางไปเรื่อยๆ แบบสืบเสาะ หาเอาเอง สนุกดี ซึ่งมีคนนั่งข้าง ๆ คอยกระแนะกระแหนตลอดทางว่า ทำไมไกลจัง จะดีหรือเปล่าเนี่ย ร้อนแล้วนะ แดดส่องหน้าดำหมดแล้ว เสียงเหล่านี้สำเนียงเหมือนค่อนแคะตลอดเวลา เมื่อไปถึงวัดดังกล่าว ชื่อว่าสมานรัตนาราม (ใหม่ขุนสมาน) จ.ฉะเชิงเทรา ลักษณะภูมิประเทศของที่ตั้งวัดนี้ อยู่ตรงเกาะกลางแม่น้ำบางประกง มีสะพานข้ามถึงวัดทั้ง 2 ฝากฝั่งของเกาะ คือคือฝั่งซ้ายของวัดก็มีสะพาน ฝั่งขาวของวัด็มีสะพาน เข้าถึงวัดได้สะดวกสะบาย พอถึงวัดจอดรถเรียบร้อยก็ต้อง ก็ตลึงในความงาม ขององค์พระพิฆเนศวร ที่อยู่ในท่านอน สวยงามสง่ามาก ใหญ่โต สีชมพูสดใส ทุกคนที่ไปอดที่จะถ่ายรูปเสียมิได้ หากไม่มีกล้องก็ใช้โทรศัพท์ที่ถ่ายรูปได้ ถ่ายเป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งได้มาที่นี่แล้วนะ
วัดสมานรัตนาราม (ใหม่ขุนสมาน) นี้ ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม หน้าวัดติดแม่น้ำบางประกง ที่ใสมีสีเขียว เพราะน้ำเริ่มเค็มแล้ว เพราะอยู้ใกล้ปากแม่น้ำบางประกง น้ำทะเลขึ้นถึงครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจากวิกิพิเดีย พจนานุกรมเสรีที่เอื้อเพื้อตำนานและประวัติของพระพิฆเนศวร
ลักษณะของพระพิฆเนศวรและประวัติพระพิฆเนศวร จาก.wikipedia.org พจนานุกรมเสรี
มีรูปกายเป็นมนุษย์อ้วนเตี้ย ท้องพลุ้ย มีเศียรเป็นช้าง มีงาข้างเดียว (ถูกขวาน ปรศุรามหักเสียงา) สีกายสีแดง (บางแห่งว่าผิวเหลือง นุ่งห่มแดง) มีสี่กร พระหัตถ์หน้าขวาถืองาช้าง พระหัตถ์ซ้ายถือขันน้ำมนต์ เป็นกระโหลกศีรษะมนุษย์ พระหัตถ์หลังขวาถือ ตรี พระหัตถ์ซ้ายถือบาศ (บ่วง) พาหนะคือ หนู
ตำนาน
ในคราวที่พระศิวะเทพทรงไปบำเพ็ญสมาธิเป็นระยะเวลานานอยู่นั้น พระแม่ปารวตีเนื่องจากอยู่องค์เดียวเลยเกิดความเหงา และ ประสงค์ที่จะมีผู้มาคอยดูแลพระองค์และป้องกันคนภายนอก ที่จะเข้ามาก่อความ วุ่นวายในพระตำหนัก
ในจึงทรงเสกเด็กขึ้นมาเพื่อเป็นพระโอรสที่จะเป็นเพื่อนในยามที่องค์ศิวเทพ เสด็จออกไปตามพระกิจต่างๆมีอยู่คราวหนึ่ง เมื่อพระนางทรงเข้าไปสรงในพระตำหนักด้านในนั้นองค์ศิวเทพได้ กลับมาและเมื่อ จะเข้าไปด้านในก็ถูกเด็กหนุ่มห้ามไม่ให้เข้า เนื่องจากไม่รู้ว่าเป็นใครและในลักษณะเดียวกันศิวเทพก็ไม่ทราบว่าเด็กหนุ่ม นั้นเป็นพระโอรสที่พระแม่ปารวตีได้เสกขึ้นมา
เมื่อพระองค์ถูกขัดใจก็ทรงพิโรธและตวาดให้เด็กหนุ่มนั้นหลีกทางให้ พลาง ถามว่ารู้ไหมว่ากำลังห้ามใครอยู่ ฝ่ายเด็กนั้นก็ตอบกลับว่าไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าเป็นใครเพราะตนกำลังทำตาม บัญชาของพระแม่ปารวตี และทั้งสองก็ได้ทำการต่อสู้กันอย่างรุนแรง จนเทพทั่วทั้งสวรรค์เกิดความวิตกในความหายนะที่จะตามมา และในที่สุดเด็กหนุ่มนั้นก็ถูกตรีศูลของมหาเทพจนสิ้นใจ และศีรษะก็ถูกตัดหายไป
ในขณะนั้นเองพระแม่ปารวตีเมื่อได้ยินเสียงดังกึกก้องไปทั่วจักรวาล ก็ เสด็จออกมาด้านนอกและถึงกับสิ้นสติเมื่อเห็นร่างพระโอรสที่ปราศจากศีรษะ และเมื่อได้สติก็ทรงมีความโศกาอาดูร และตัดพ้อพระสวามีที่มีใจโหดเหี้ยมทำ ร้ายเด็กได้ลงคอ โดยเฉพาะเมื่อเด็กนั้นเป็นพระโอรสของพระนางเอง
เมื่อได้ยินพระนางตัดพ้อต่อว่าเช่นนั้นองค์มหาเทพก็ทรงตรัสว่าจะทำ ให้ เด็กนั้นกลับพื้นขึ้นมาใหม่แต่ก็เกิดปัญหา เนื่องจากหาศีรษะที่หายไปไม่ได้ และยิ่งใกล้เวลาเช้าแล้วต่างก็ยิ่ง กระวนกระวายใจเนื่องจากหากดวงอาทิตย์ขึ้น แล้วก็จะไม่สามารถชุบชีวิตให้เด็กหนุ่มฟื้นขึ้นมาได้เมื่อเห็น
เช่นนั้นพระศิวะเลยบัญชาให้เทพที่มาช่วยให้เอาศีรษะสิ่งที่มีชีวิต แรก ที่พบมาและปรากฏว่าเหล่าเทพได้นำเอาศีรษะช้างมาซึ่งพระศิวะทรงนำศีรษะมาต่อ ให้และชุบชีวิตให้ใหม่พร้อมยกย่อง ให้เป็นเทพที่สูงที่สุด และขนานนามว่า พระพิฆเนศวร ซึ่งแปลว่าเทพผู้ขจัดปัดเป่าอุปสรรคและยังทรงให้พรว่าในการประกอบ พิธีการต่างๆทั้งหมดนั้นจะต้องทำพิธีบูชาพระพิฆเนศวรก่อนเพื่อความสำเร็จของ พิธีนั้น
เนื่องจากพระพิฆเนศวรมีพระวรกายที่ไม่เหมือนเทพอื่นๆนั้น ได้มีการอธิบายถึงพระวรกายของพระองค์ท่านดังนี้
1. พระเศียรของท่านหมายถึงวิญญาณซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการมีชีวิต
2. พระวรกายแสดงถึงการที่เป็นมนุษย์ที่อยู่บนพื้นปฐพี
3. ศีรษะช้างแสดงถึงความเฉลียวฉลาด
4. เสียงดังที่เปล่งออกมาจากงวงหมายถึงคำว่า โอม ซึ่งเป็นเสียงแสดงถึงความเป็นสัจจะของสุริยจักรวาล
5. หระหัตถ์บนด้านขวาทรงเชือกบ่วงบาศน์ที่ทรงใช้ในการนำพามนุษย์ไปสู่เส้นทาง แห่งธรรมะและหลุดพ้นพร้อมทรงขจัดอุปสรรคในระหว่างทาง
6. พระหัตถ์บนซ้ายทรงเชือกขอสับที่ใช้ในการป้องกันและพันฝ่าความยากลำบาก
7. มือขวาล่างทรงงาที่หักครึ่งซึ่งพระองค์ทรงใช้เป็นปากกาในการเขียนมหากาพย์ มหาภารตะให้มหาฤษีเวทวยาสมุนีและเป็นสัญญลักษณ์แห่งความเสียสละ
8. อีกมือทรงลูกประคำที่แสดงว่าการแสวงหาความรู้จะต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา
9.ขนมโมณฑกะหรือขนมหวานลัดดูในงวงเป็นการชี้นำว่ามนุษย์จะต้องแสวง หาความ หวานชื่นในจิตวิญญาณของตนเองเพื่อที่จะได้มีจิตเอื้อเพื้อเผื่อแผ่ให้กับคน อื่นๆ
10. หูที่กว้างใหญ่เหมือนใบพัดหมายความว่าท่านพร้อมที่รับฟังสิ่งที่เราร้อง เรียนและเรียกหา
11. งูที่พันอยู่รอบท้องท่านแสดงถึงพลังที่มีอยู่โดยรอบ
12. หนูที่ทรงใช้เป็นพาหนะแสดงถึงความไม่ถือองค์และพร้อมที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่ง มีชีวิตที่เล็กและเป็นที่รังเกียจของมนุษย์ส่วนมาก
ผลที่ได้จากการบูชาพระพิฆเนศ
วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553
16 ,มกรา วันครู ของประเทศไทย
วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความ เห็นเรื่องนโยบายการศึกษาและวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุม จรรยาและวินัยของครูรักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัว ได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู
ด้วยเหตุนี้ในทุกปี คุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และชักถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบ ข้อสงสัย สถานที่ ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคคียาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา
ปี พ.ศ. 2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า
"ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณ เป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าวันครูควรมี สักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้แสดงความเคารพ สักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับ คนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง"
จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่นๆ ล้วนเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึก ถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดี เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมากในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภา สามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติเห็นควรให้มีวันครูเพื่อเสนอ คณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและเพื่อส่งเสริม ความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน
การจัดงานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าวได้ ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงานวันครูนี้ได้กำหนด เป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญคือ หนังสือประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างเป็นถาวรวัตถุ
การจัดงานวันครูได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกิจกรรมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยน แปลงของสังคมตลอดเวลา ในปัจจุบันได้จัดรูปแบบ การจัดงานวันครูจะมีกิจกรรม 3 ประเภทหลักดังนี้
- กิจกรรมทางศาสนา
- พิธีรำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ประกอบด้วยพิธีปฏิญาณตน การกล่าวคำระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์
- กิจกรรมเพื่อความสามัคคีระหว่างผู้ประกอบอาชีพครู ส่วนมากเป็นการแข่งขันกีฬาหรือการจัดงานรื่นเริงในตอนเย็น
นายกรัฐมนตรีมอบรางวัลครูดีเด่นประจำปี มอบของที่ระลึกให้ครูอาวุโสนอกและในประจำการจรรยา
[แก้] รายชื่อประเทศที่มีวันครู
[แก้] ประเทศที่มีวันครูที่ไม่ใช่วันหยุด
| ประเทศ | วันครู |
|---|---|
| 5 กันยายน | |
| 16 พฤษภาคม | |
| 24 พฤศจิกายน |
[แก้] ประเทศที่มีวันครูเป็นวันหยุด
| ประเทศ | วันครู |
|---|---|
| 7 มีนาคม | |
| 10 กันยายน | |
| 28 มีนาคม | |
| 2 พฤษภาคม | |
| ละตินอเมริกา | 11 กันยายน |
| 14 ตุลาคม | |
| 5 ตุลาคม | |
| 1 กันยายน | |
| 28 มีนาคม | |
| 15 พฤษภาคม | |
| 28 กันยายน | |
| 16 มกราคม | |
| วันอังคารในสัปดาห์แรกที่เต็ม 7 วันในเดือนพฤษภาคม | |
| 20 พฤศจิกายน |
[แก้] อ้างอิง
- หนังสือวันสำคัญโครงการปีรณรงค์วัฒนธรรมไทยฯ ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
- วันครูของฉัน
- ตั้งแต่ เกิดมา ตัวฉัน
- ผูกพัน กับครู คู่หนึ่ง
- สั่งสอน ฉันอย่าง ลึกซึ้ง
- สอนถึง เติบใหญ่ วัยเรียน
- ครูนั้น ท่านคือ แม่พ่อ
- ผู้ก่อ ผู้ให้ ตัวฉัน
- สอนสั่ง ทุกวี่ ทุกวัน
- สอนหวัง ให้ลูก ถูกทาง
- ย่างก้าว เข้ารั้ว โรงเรียน
- พากเพียร เขียนอ่าน มุ่งหวัง
- อ่านออก เขียนได้ เร็ววัน
- ครู...ท่าน สอนให้ เป็น.. คนดี
- อีกครู ที่ฉัน จำแม่น
- เป็นครู คู่แผ่น ดินฉัน
- เป็นพ่อ เป็นครู คู่กัน
- ท่านนั้น คือ.."ภู.. มิพล"
- ท่านสอน ปวงราษฎร์ ทั้งหลาย
- สอนให้ รักผืน ดิน...น้ำ
- รักชาติ ประเทศ เขตคาม
- รักความ สมาน สามัคคี
- อีกครู เป็นผู้ ยิ่งใหญ่
- ก้องไป ทั่วภพ ทั้งหลาย
- สอนให้ มนุษย์ ได้สบาย
- รู้ใจ รู้กาย ของตน
- สอนให้ งดฆ่า งดอบาย
- ทำใจ ละกิเลส ให้สิ้น
- ฝึกจิต ให้หมด มลทิน
- ละสิ้น ดั่งคำ " พุทธองค์ "
