Powered By Blogger

หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

โสดาบัน ไม่ยากอย่างที่คิด




เมื่อคราวที่ผม ไปปฏิบัติธรรมที่ ทีปภาวันธรรมสถาน เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ได้พูดคุยกับผู้มาปฏิบัติธรรมด้วย ท่านหนึ่ง ท่านนี้ จะเป็นแฟนพันธุ์แท้ ของการปฏิบัติ ที่สวนโมกข์ และทีปภาวันธรรมสถาน ท่านให้ข้อคิดไว้น่าสนใจมาก ผมฟังท่านออกไปพูดความรู้สึกในการมาปฏิบัติธรรมแล้วขนลุกเลย เพราะท่านนำสิ่งที่ได้ปฏิบัตินั้น ไปใช้ในชีวิตจริง ประจำวันของท่านด้วย แถมท่านยังแนะนำสิ่งดี ๆ กับคณะเราว่า " การปฎิบัติธรรมนั้นมันวัดผลกันตรงที่ว่าได้นำไปใช้ได้ในชีวิตประจำ วัน เมื่อมาฝึกที่วัดแล้ว เวลาเอาไปใช้ตอนออกวัด ต้องหมั่นทำในรูปแบบด้วย คือนั่งสมาธิ และ เดินจงกลม เพราะ จิตจะได้มีกำลัง เมื่อจิตมีกำลัง ก็จะเห็นทุกอย่างตามที่เป็นจริง คือเห็นไตรลักษณ์ เกิดการปล่อยวางได้ ถ้าไม่ทำในรูปแบบทุกวัน จิตจะอ่อนกำลังลง สติไม่ทันกิเลส กิเลสมีกำลังกล้าแข็งขึ้นทุกวัน เรื่องของปัญญาไม่ต้องพูดถึงไม่มาแน่ สุดท้ายถูกกิเลสเข้าครอบงำ การเข้าถึง มรรคผล นั้นจะเลือนลางลงเรื่อยๆครับ " นั่นคือสิ่งที่ท่านกล่าวไว้วันเปิดใจ ที่ ทีปภาวันธรรมสถาน

ท่านยังกล่าวต่ออย่างน่าฟัง น่าปฏิบัติตาม ว่า "สิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา ไม่โลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้น แล้วไม่ดับ เมื่อมันเกิดแล้วมันตัองดับ อาจจะช้าหรือเร็วแล้วแต่เหตุปัจจัย แต่มีสิ่งเดียวที่ไม่เกิดไม่ดับ นั่นคือพระนิพพาน นิพพานไม่มีการเกิด จึงไม่มีการดับ มันมีของมันอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมชาติอยู่อย่างนั้น มันมีอยู่ก่อนแล้ว และจะมีตลอดไป นิพพานไม่ใช่ว่าไม่มีอะไร นิพพานมี มีความไม่มีอะไร ฟังยากนิดนึงครับ ถ้าเข้าถึงโสดาบัน จะได้สัมผัสนิพพานของจริง ตอนที่เกิดกระบวนการที่จิตตัดสังโยชน์ สามตัวแรก กินเวลาประมาณหนึ่งนาที จะเกิดการสลัดกายและใจ คืนโลกไป จะพบความว่าง ที่เรียกว่านิพพาน กายและใจจะเป็นเนื้อเดียวกับธรรมชาติ เช่นภูเขา ท้องฟ้า เป็นสิ่งเดียวกัน แต่เรียกชื่อไม่เหมือนกัน หลังจากนั้นจิตจะออกจากอัปนาสมาธิเอง โดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นจะสามารถนมัสสิการถึงพระ นิพพานได้ตามใจปรารถนา เพราะได้รู้จักนิพพานของแท้แล้ว ซึ่งคุณสมบัตินี้ปุถุชน และหรือ ปุถุชนที่ทรงฌานโลกีย์ จะทำไม่ได้เพราะไม่เคยได้ลิ้มรส นิพพานของแท้ครับ

ท่านทิ้งท้ายในการปฏิบัติส่วนตัวอย่างน่าฟังว่า "ผมเองก็ไม่เดือดร้อน ตอนนี้ผมต้องใช้กรรมฐานเสริม เนื่องจาก กามเป็นกิเลสที่มีกำลังกล้า นอกจากทำในรูปแบบแล้ว กรรมฐานเสริมที่อาจารย์โพธิ์แนะนำคือ
กรรมฐานดินเหนียว ท่านสอนเป็นการส่วนตัวว่าเมื่อเจอหญิงงาม ให้พิจารณาว่าหญิงงามนั้นเปรียบ
เหมือนมาจากดิน เดิมที่อยู่กับพื้นมันก็ไม่มีราคา ไม่มีอะไร พอปั้นขึ้นเป็นตัวขึ้นมาและเคลื่อนไหวได้
เราก็มีราคะ เนี่ยเป็นการปรุงแต่ง ให้ทำบ่อยๆ หรือเหมือนกับกระดาษเปล่า เรามองไม่มีอะไร พอเอาปากกาวาดเป็นหญิงงามขึ้น จิตก็มีราคะ เนี่ยการปรุงแต่ง ผมได้ประโยชน์มาก ก้าวหน้าเป็นลำดับ กามเป็นของร้อน นิพพานเป็นของเย็น พระพุทธองค์ตรัสว่า กามมีรสอร่อยน้อย แต่มีโทษมากปัจจุบัน เลยตั้งเป้าขอเข้าถึงอนาคามี เป็นอย่างน้อยในชาตินี้ครับ ผมโชคดีที่แฟนเข้าใจ การปฎิบัติจึงสะดวก ไม่เกิดปัญหา

อีกเทคนิกที่ผมใช้ คือ 1. พิจารณา อสุภกรรมฐานในฌานสี่ เพื่อลดกำลังของ ราคะ 2. เพ่งกระดูกตัวเอง จนใส ในฌานสี่ เพื่อเป็นกำลังใจในเรื่องของจิตที่ขาวรอบ บริสุทธิ์ ไม่มีราคะเข้ากวน ตอนนี้ได้อะไรดีๆมา ต่อกรกับกาม ต้องเอาหมด จึงจะยันกันอยู่ครับ

ส่วนเรื่องความโกรธ ผมไม่ค่อยมีปัญหา อันนี้น่าจะผ่านไปได้ไม่ยากครับ แค่ทำในรูปแบบ ก็มีกำลังพอที่จะต่อสู้ได้ไม่ยากครับ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น